
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการรักเดียวใจเดียว
ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคลคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีงานแต่งงานเป็นของตัวเองแล้วครับ เรียกว่า สดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว เรียกว่ากำลัง "อิน" เลย จึงอยากจะเขียนเรื่องการแต่งงานในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ดู ขอเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการรักเดียวใจเดียวละกัน
ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคลคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีงานแต่งงานเป็นของตัวเองแล้วครับ เรียกว่า สดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว เรียกว่ากำลัง "อิน" เลย จึงอยากจะเขียนเรื่องการแต่งงานในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ดู ขอเรียกว่า เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการรักเดียวใจเดียวละกัน
ในเมืองไทย เราแต่งงานได้ครั้งเดียว เพราะเราเป็นสังคมที่เชิดชูความผัวเดียวเมียเดียวมาแต่ไหนแต่ไร (ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำว่าผัวเมียในบทความนี้ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน) การแต่งงานจึงเป็นการแสดงให้สังคมประจักษ์ว่า คู่ของเราเชื่อมั่นในเรื่องนี้นะ (คู่ไหนมีปัญหาบ้านเล็กบ้านน้อยตามมา อันนี้ผู้เขียนจะขอไม่ยุ่งละกัน) ซึ่งโดยสามัญสำนึก เราก็จะคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดสังคมปล่อยให้ผู้ชายแต่งเมียได้หลายคน อย่างเช่นในสังคมอิสลาม มันก็จะเป็นการทำร้ายผู้หญิง หรือในทางกลับกัน ถ้าเกิดสังคมปล่อยให้ผู้หญิงแต่งผัวได้หลายคน มันก็จะเป็นการทำร้ายผู้ชายแน่ๆ
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ? อาจจะไม่นะครับ อย่างน้อยที่สุดนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากสำนักชิคาโก David D. Friedman มีความเห็นต่างอย่างน่าสนใจ ลองคิดดูดีๆ การหาแต่งใครสักคนมาเป็นคู่ครอง ก็เหมือนกับการซื้อของนั่นแหละครับ ผู้ชายโสดคนนึงเดินเข้าไปในตลาดผู้หญิงโสดเพื่อเลือก "ซื้อ" เมีย คำว่า "ซื้อ" ในที่นี้ ผู้เขียนไม่ได้พูดถึงการค้าประเวณีแต่อย่างใด เพราะราคาที่เราจะต้องจ่ายให้กับคนที่จะมาเป็นเมียเป็นผัวเรา มันรวมหมดตั้งแต่ค่าสินสอด การดูแล ยกของให้ นวดให้ ล้างจานให้ ดูแลเอาใจใส่ต่างๆ นานา ตลอดช่วงชีวิตคู่ ทั้งหมดรวมเป็นราคาที่เราจะต้องจ่ายในตลาดหาคู่
เหมือนในตลาดสินค้าอื่นๆ ในตลาดหาเมีย ความต้องการซื้อเมียของกลุ่มชายโสดจะยิ่งน้อยลงเมื่อราคาเมียสูงขึ้น เพราะผู้ชายบางคนอาจจะมีฐานะหรือความรักไม่พอที่จะจ่ายในราคาเมียที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ความต้องการเป็นเมียของกลุ่มสาวโสดจะยิ่งมากขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น ซึ่งก็แน่นอน ยิ่งถ้าผู้หญิงรู้ว่าจะได้รับการเติมเต็ม ความรัก การดูแลเอาใจใส่ และอาจรวมถึงทรัพย์สินจากฝ่ายชายมากขึ้น ก็อยากจะแต่งงานมากขึ้น ถ้าในตลาดมีความต้องการซื้อเมียมากเกินความต้องการเป็นเมีย ชายโสดที่พร้อมกว่าก็จะเสนอราคาที่สูงขึ้น และทำให้ผู้ชายที่ไม่พร้อมจ่ายในราคานั้นหายไปจากตลาด จนสุดท้ายเราได้ราคาที่จำนวนชายโสดกับหญิงโสดจับคู่กันลงตัวพอดี และก็แต่งงานกันไป
การที่สังคมอนุญาตให้ผู้ชายแต่งงานได้หลายเมียนั้น จะเป็นการเพิ่มความต้องการซื้อเมียในตลาดให้มากขึ้น ทำให้ราคาตลาดของเมียเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่า จริงๆ แล้ว กลายเป็นว่า ในการแต่งงานผู้หญิงจะได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการที่สังคมปล่อยให้ผู้ชายแต่งงานได้หลายเมีย แน่นอนว่าราคาที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ได้ชดเชยต้นทุนของการใช้ผัวร่วมกับหญิงอื่นแล้ว และนอกจากนี้การอนุญาตให้ผู้ชายแต่งงานได้หลายเมีย ไม่ได้ตัดโอกาสในการที่ผู้ชายจะเลือกแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวดังเดิม
หลักเหตุผลง่ายๆ จากการวิเคราะห์นี้ก็คือ อะไรก็ตามที่มีแต่คนอยากได้ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่สูง การวิเคราะห์นี้เป็นจริงในกรณีสังคมอนุญาตให้ผู้หญิงแต่งงานได้หลายผัวเช่นกัน เช่นนี้แล้ว สังคมๆ หนึ่งควรจะเปิดเสรีทางการแต่งงานหรือไม่ ถ้าการตัดสินใจแต่งงานของหนุ่มสาวมาจากการตัดสินใจตามเจตนารมณ์ของตนเองเพื่อตน และตัดเรื่องจารีตความถูกผิดที่เป็นเรื่องปัจเจกของแต่ละสังคมออกไป (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตัดออกไปในสังคมไทย) ผู้เขียนคิดว่าการให้เสรีทางการแต่งงานเป็นเรื่องที่ดี และจะเพิ่มพูนความสุขให้กับคนในสังคมนั้นๆ ได้ครับ
ณ ตอนนี้ คุณผู้อ่านจำนวนมากคงเริ่มที่จะต่อว่าผู้เขียนแล้วว่า ส่งเสริมให้สังคมเสื่อมทราม ให้คนมีบ้านเล็กบ้านน้อย ผิดศีลธรรมจรรยาที่ดี ผู้เขียนต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในสังคมไทย ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาชักจูงให้เชื่อ เอาเป็นว่าแค่ชี้ให้เห็นประเด็นละกันนะครับ ว่าเอาจริงๆ แล้ว การเปิดเสรีการแต่งงานในลักษณะนี้ น่าจะช่วยลดปัญหาเมียน้อยและผัวน้อยลงซะมากกว่าจะก่อปัญหา
คิดดูดีๆ จากการวิเคราะห์ตลาดหาเมียข้างต้นแล้ว เราบอกว่าเมื่อรัฐอนุญาตให้ชายโสดแต่งเมียได้หลายคน ปริมาณความต้องการเมียในตลาดจะเพิ่มขึ้น เอ๊ะ?! แล้วมันเพิ่มขึ้นจากไหนละครับ มันก็เพิ่มมาจากผู้ชายที่เคยจะแต่งงานเมียเดียวนั่นแหละครับ แสดงว่าจริงๆ แล้ว ณ ราคาตลาดนั้นๆ ชายโสดกลุ่มหนึ่งมีความต้องการเมียคนที่สองแฝงอยู่แต่แรก แต่ถูกห้ามไว้ แล้วความต้องการเมียส่วนเกินนี้จึงไปถูกตอบสนองในตลาดมืดแทน ซึ่งก็คือการแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยแบบลับๆ นั่นแหละครับ
การเปิดเสรีการแต่งงานจึงคล้ายกับเรื่องหวยบนดินหรือการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย คือเราเอาเรื่องลับๆ ขึ้นมาที่แจ้ง เพื่อที่จะสามารถควบคุมได้บ้าง เมื่อสังคมเปิดกว้างให้กับแนวความคิดนี้ คนก็กล้าที่จะแสดงความจำนงที่แท้จริงอย่างเปิดเผยมากขึ้น ใครยึดถือการมีผัวเดียวเมียเดียว ใครมองหาการมีหลายบ้าน ใครยอมรับคนที่มีหลายบ้านได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้อมูลการตัดสินใจในตลาดเลือกคู่มีมากขึ้น คนที่เชื่อในเรื่องผัวเดียวเมียเดียวก็จะถูกหลอกน้อยลง ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี
นอกจากนี้ ผู้เขียนก็ยังคิดว่า การเปิดเสรีการแต่งงานในมิติของเพศเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ดี จะชายกับชาย หญิงกับหญิง กะเทยกับทอม พวกเขาก็เป็นคนครับ คนที่มีความรัก ทุกคนในโลกนี้บอกว่าความรักคือสิ่งที่ดี ดังนั้น ใครจะรักกันในรูปแบบไหน ถ้าความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความสัมพันธ์นั้นสอดคล้องกัน ก็ไม่น่าจะต้องมีกฎอะไรที่มาจากคนนอกหรือพหูสูตคนไหนมาปิดกั้น ท่านผู้อ่านว่าจริงมั้ยครับ? n







