
OBOR นโยบายย่อโลกจีน
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยวันพุธที่ 28 มิ.ย.2560 ผมได้รับเชิญจากสำนักเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปบรรยายในงานสัมมนาเรื่อง "One Belt One Road : นโยบายย่อโลกเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย-จีน" ที่ จ.อุดรธานี โดยมีธนัชชัย สามเสน ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ร่วมเป็นวิทยากรด้วยครับ วันนั้นผมได้บรรยายอย่างนี้ครับ นโยบายหลักๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศจีนเพื่อเป้าหมายการก้าวขี้นเป็น "เบอร์หนึ่ง" ของโลกนั้นมี 3 เรื่อง คือ 1.แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 ปี 2559-2563 2.นโยบาย One Belt One Road (OBOR) และนโยบาย Made in China 2568 ปัจจุบัน OBOR ถือได้ว่าเป็นกลุ่มความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่มีขนาด จีดีพีรวมมากกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 30% ของจีดีพีโลก OBOR เกี่ยวข้องกับคนมากถึง 4,400 ล้านคน ใน 65 ประเทศ
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
วันพุธที่ 28 มิ.ย.2560 ผมได้รับเชิญจากสำนักเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปบรรยายในงานสัมมนาเรื่อง "One Belt One Road : นโยบายย่อโลกเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย-จีน" ที่ จ.อุดรธานี โดยมีธนัชชัย สามเสน ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ร่วมเป็นวิทยากรด้วยครับ วันนั้นผมได้บรรยายอย่างนี้ครับ นโยบายหลักๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศจีนเพื่อเป้าหมายการก้าวขี้นเป็น "เบอร์หนึ่ง" ของโลกนั้นมี 3 เรื่อง คือ 1.แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 ปี 2559-2563 2.นโยบาย One Belt One Road (OBOR) และนโยบาย Made in China 2568 ปัจจุบัน OBOR ถือได้ว่าเป็นกลุ่มความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่มีขนาด จีดีพีรวมมากกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 30% ของจีดีพีโลก OBOR เกี่ยวข้องกับคนมากถึง 4,400 ล้านคน ใน 65 ประเทศ
สำหรับ OBOR เริ่มต้นมาจากเมื่อวันที่ 3-13 ก.ย. 2556 ที่ประธา นาธิดี สีจิ้นผิง ได้เดินทางไปเยือน 4 ประเทศในเอเชียกลาง เพื่อนำเสนอนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญที่เรียกว่า "Economic Belt along the Silk Road" หลังจากนั้นในวันที่ 2 ต.ค. 2556 ประธานาธิบดีสี ก็ได้เดินทางไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย และได้ปาฐกถาที่รัฐสภาของอินโดนีเซียถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกรอบ "China-ASEAN FTA" เป้าหมาย คือ จีนกับอาเซียนจะร่วมกันผลักดันให้มีมูลค่าทางการค้าของสองภูมิภาคให้ได้ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563
เมื่อมาดูในรายละเอียดของ OBOR พบว่าเชื่อมโยงไปทั่วโลกสองทาง คือ การเชื่อมทางบก มี 3 เส้นทาง คือเส้นทาง China-Central Asia-Russia-Europe เส้นทาง China-Central Asia-West Asia-Persian Gulf-Mediterranean Sea และเส้นทาง China-Southeast Asia-South Asia สำหรับการเชื่อมโยงทางทะเล มีสองเส้นทางชายฝั่งทะเลตะวันออกจีน-ทะเลจีนใต้-มหาสมุทรอินเดีย-ยุโรป และชายฝั่งทะเลตะวันออกจีน-ทะเลจีนใต้-มหาสมุทรแปซิฟิก
โดยทั้งสองเส้นทางนั้นได้ผ่านการเชื่อมโยง 5 ระเบียงเศรษฐกิจสำคัญ และอีก 1 เส้นทางที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1.ระเบียงเศรษฐกิจจีน-มองโกเลีย-รัฐเซีย (CMREC) 2.ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (CPEC) 3.ระเบียงเศรษฐกิจบังกลาเทศ-จีน-อินเดีย-เมียนมา (BCIMEC) 4.ระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน (CICPEC) 5.ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เอเชียกลางและตะวันตก (CCWAEC) และกับเส้นทางยูเรเซียใหม่ จีนให้ความสำคัญกับนโยบาย OBOR อย่างมากเห็นได้จากให้ 23 มณฑล 4 มหานคร (ฉงชิ่ง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิ้น) 5 เขตปกครองตนเอง (ซินเจียง กว่างซีจ้วง มองโกเลียใน ทิเบต หนิงเซี่ย)
แบ่งออกเป็น 4 เขตเพื่อรองรับการพัฒนา OBOR 1.มณฑลในพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ให้มณฑลซินเจียง เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเอเชียกับจีนตอนใน เพราะซินเจียงเป็นมณฑลเดียวของจีนที่มีพื้นที่ใหญ่สุดและติดกับ 8 ประเทศ คือ คาซัคสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน รัสเซีย มองโกเลีย อินเดีย 2.มณฑลในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ให้มณฑลยูนนานและกว่างซีเป็นศูนย์กลางการเชื่อมกับอาเซียนทั้งการขนส่ง การค้าและการลงทุน 3.มณฑลในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกประกอบด้วยมณฑลกว่างตุ้ง เจ้อเจียง เจียงซู ซานตง รวมทั้งฮ่องกงและไต้หวันเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมการค้า และการขนส่งกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และสุดท้ายเป็นมณฑลชั้นในของประเทศ เน้นเป็นมณฑลสนับสนุนภาคการผลิตให้กับจีนผ่านการพัฒนาการเป็นเมืองอัจริยะ และพัฒนาบุคลากร
คำถามที่ใกล้ตัวอาเซียน คือ อาเซียนได้ประโยชน์อย่างไรบ้างจากนโยบาย OBOR ผมขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การค้าและการลงทุน ประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์อันดับต้นๆ คือ เวียดนาม ฟิลิบฟินส์ ไทย และมาเลเซีย ส่วนสินค้าที่มีโอกาสมากได้แก่ ยางพารา ธัญพืช ผลไม้ และมีการนำเข้า เหล็ก ไม้ เสื้อผ้า รองเท้า อาหารทะเล ฝ้าย จากอินโดนีเซีย ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องสำอาง เนื้อสัตว์ อาหารสุขภาพไม่มีกลูเต็น ผลิตภัณฑ์นม จากมาเลเซีย
โดยเครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอนาคตมากในตลาดจีน







