
ข่าวในสังคมไทย
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ั้งใจว่าสัปดาห์นี้จะเขียนเรื่องเบาๆ เนื่องจากเขียนวิชาการมาหลายตอนติดต่อกัน แต่พอเริ่มคิดเขียนชักจะไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องเบาๆ หรือเป็นเรื่องที่ทำให้เครียดมากขึ้นกันแน่
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ั้งใจว่าสัปดาห์นี้จะเขียนเรื่องเบาๆ เนื่องจากเขียนวิชาการมาหลายตอนติดต่อกัน แต่พอเริ่มคิดเขียนชักจะไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องเบาๆ หรือเป็นเรื่องที่ทำให้เครียดมากขึ้นกันแน่
ได้อ่านและฟังข่าวที่เสนอกันมารวมถึงคลิปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวอาชญากรรม โศกนาฏกรรม อุบัติเหตุ ข่าวในเชิงสร้างสรรค์ เช่น ประเทศไทยมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ไทยได้รับการปรับระดับความสามารถในการแข่งขันให้ดีขึ้นโดยสถาบันอย่าง IMD (International Institute for Management Development) หรือการที่นักกอล์ฟอย่างโปรเมได้เป็น อันดับหนึ่งของโลก จึงได้เห็นความแตกต่างในการเสนอข่าวการติดตาม ขุดคุ้ยอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเปรียบเทียบกับการเสนอข่าวของสำนักข่าวในต่างประเทศ ซึ่งประเทศเขาเหล่านั้น มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นไม่น้อยและยิ่งถี่ขึ้นในระยะหลัง
ที่จริงมีผู้คนวิจารณ์การทำงานของสื่อไทยกันมากแล้วและค่อนข้างจะรุนแรงด้วยซ้ำไป แต่ผู้เขียนมีมุมมองที่ต่างออกไปบ้างจึงอดเขียนไม่ได้ ผู้เขียนมองว่าภาคส่วนที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับการเสนอข่าวลักษณะนี้ คือ สภาพสังคมไทย หรือคนไทยทั่วๆ ไป ต้องยอมรับว่า ในสมัยก่อนอาจจะ 20 ปี ที่ผ่านมา คนไทยยังชอบที่จะบริโภค ข่าวที่รุนแรง การฆาตกรรม อุบัติเหตุหวาดเสียว ผู้อ่านหลายท่านคงจะยังจำได้ว่าในอดีต หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของไทยที่มีคนอ่านมากที่สุด และอ่านในอันดับรองลงมา จะมีภาพน่ากลัวสยดสยองลงหน้าหนึ่งทุกวัน ลงกันแบบชัดแจ้ง ไม่มีปิดบัง คนไทยชอบดูชอบอ่าน มีอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ ตื่นเต้นสยดสยองที่ไหนจะมีไทยมุงที่นั่น แม้แต่ไฟไหม้ก็ยังมีไทยมุงเข้าไปเกะกะทั้งชาวบ้านที่จะขนของหนี และพนักงานดับเพลิง
แม่บ้านของผู้เขียนเป็นตัวอย่างใกล้ตัวที่เห็นได้ชัด ขนาดเป็นคนที่มี น้ำหนักมาก เดินช้า แต่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรแถวบ้าน ถึงแม้จะไกลออกไปหน่อย เมื่อทราบเรื่องจะเดินได้รวดเร็วเพื่อไปร่วมเป็นไทยมุง แต่ระยะหลังมานี้หนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวเหล่านี้ ก็มีการพรางรูปบ้าง ไม่ถึงกับทำให้ดูอุจาดหรือสยดสยองมากนัก แม้แต่ข่าวที่ เด็กหญิงเป็นผู้ถูกกระทำก็มีการทำ สีดำๆ มาคาดไว้หน่อยหนึ่ง หรือการนำผู้ร้องหรือพยานให้เป็นผู้ชี้ตัวผู้กระทำผิดก็จัดแถลงข่าว ยืนชี้และถ่ายรูปออกข่าวกัน ผู้บริโภคข่าวก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป
แต่โดยที่ในสมัยนั้น ความรวดเร็วและประสิทธิภาพของ เครื่องมือสื่อสารยังมีไม่มาก คนบางส่วนซึ่งอาจเป็นส่วนน้อยของสังคมที่ไม่ชอบบริโภคข่าวและภาพข่าวเหล่านี้ จึงสามารถหลีกเลี่ยงได้ และไม่ รู้สึกกระทบกระเทือนอารมณ์มากนัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้คนทั่วไปสามารถบริโภคข่าวได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ไม่ชอบบริโภคข่าวลักษณะนี้กลับมีมากขึ้น ขณะที่สื่อจำนวนมากยังคงมองตลาดแบบเดิม ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับเด็กรุ่นใหม่ที่ได้นำการเสนอข่าวของไทยไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ที่ ผู้เขียนเองก็เห็นด้วย ยกมาเป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่เรื่อง ตั้งแต่การ ขับรถไล่ชนและไล่ยิงที่เมืองคานส์ของฝรั่งเศส ที่การนำเสนอข่าวเป็นลักษณะการวาดรูป อาจมีคลิปหลุดมาบ้าง แต่ชั่วพริบตาก็หายไป นักข่าวก็ไม่นำมาบรรยายแล้วบรรยายอีก เช่น เกี่ยวกับการขับรถชนคนที่ลอนดอนบริดจ์ฝั่งเวสต์มินสเตอร์ และต่อมาที่ฝั่งโบโรห์ มาร์เก็ต มีคลิปออกมาเช่นกัน แต่ก็ ไม่นาน ไม่มีนักข่าวนั่งบรรยาย รายละเอียดถี่ยิบ เช่น "ขับรถพุ่งชนแล้วยูเทิร์นกลับมาทางขวากวาดไปอีก 10 คน คนวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานถูกทับขาขาด" เป็นต้น
ถ้าเป็นบ้านเราก็มาบรรยายอย่างนี้ไปอีกหลายๆ วัน และบรรยายกันทุกช่องข่าวและทุกสื่อ เหมือนกับที่ช่วงนี้ต้องทนฟังเรื่องหญิงสาวที่เดินทางไปตกรางรถไฟ "มองไปทางรถไฟและ เดินสามก้าว..." แถมยังมีคลิปที่ได้จากกล้องวงจรปิดอีก ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลุดออกมาได้อย่างไร และควรจะมีใครรับผิดชอบหรือไม่ เช่นเดียวกับเรื่องที่ไฟไหม้ ตึก 24 ชั้นในกรุงลอนดอน สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้คือ ภาพตึกที่ถูกไฟไหม้ไกลๆ แม้จะมีการสัมภาษณ์ แต่ไม่เห็นความโกลาหล ขนของหนีไฟ ผู้คนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งถ้าเป็นประเทศไทยคงได้เห็นแล้ว เพราะช่างภาพและผู้สื่อข่าวจะไปพร้อมกับรถมูลนิธิต่างๆ แล้วคงบรรยายกันไปได้หลายวัน วันละนานๆ หรือกรณีของ "เปรี้ยว" เทียบกับ "น้องเม" คงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีการพูดกันมามากแล้ว
เดี๋ยวนี้ผู้เขียนดูข่าวน้อยลงทั้งๆ ที่เมื่อก่อนชอบดูข่าว เพราะส่วนหนึ่งของข่าวคือ คลิปๆๆ แล้วก็คลิป ซึ่งคลิปทั้งหลายซ้ำกับที่ส่งมาในไลน์ จึงไม่รู้สึกว่าได้ข่าวอะไรเพิ่มเติม นอกจากการฟัง ผู้อ่านข่าวบรรยายรายละเอียดตอกย้ำความสยดสยอง แต่กลับได้เห็นข้างล่างของจอโทรทัศน์ว่ามี SMS ชื่นชม ผู้อ่านข่าวเข้ามาเป็นระยะๆ
จึงเป็นดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ใน ตอนต้นว่า เป็นเรื่องของการสนองตอบ Demand หรือความต้องการของ ผู้บริโภค แม้ปัจจุบันผู้บริโภคที่ไม่ชอบเห็นสิ่งเหล่านี้จะมีมากขึ้น แต่ยังนับว่าเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับสังคม โดยรวม
เราคงต้องเริ่มจากการขัดเกลากันตั้งแต่ระดับประถมศึกษา อบรมกันทั้งศีลธรรม คุณธรรม หน้าที่ ความมีจิตสาธารณะ สิ่งเหล่านี้ได้หายไปจากหลักสูตรของโรงเรียนไทยนานแล้ว เราจึงพบเห็นแต่คนที่ก้าวร้าว กระด้าง เห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ดังนั้น หากการปลูกฝังใหม่ได้ผลดี Demand ลดลงจะทำให้ Supply ค่อยๆ ลดลงไปเอง n







