posttoday
อีซีไอทีดันเอสเอ็มอีไทย ใช้ซอต์แวร์เสริมแกร่ง

อีซีไอทีดันเอสเอ็มอีไทย ใช้ซอต์แวร์เสริมแกร่ง

16 กันยายน 2553

...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

จากจำนวนเอสเอ็มอีในไทยที่มีอยู่กว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศ หากถามว่ามีเอสเอ็มอีสักกี่รายที่รู้จักนำระบบไอทีไปใช้งาน มีการใช้ซอฟต์แวร์ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นระบบ

คำตอบที่ได้รับน่าตกใจอย่างยิ่ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เอสเอ็มอีไม่ถึง 10% ไม่เคยใช้ระบบไอทีไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สาเหตุสำคัญคือ ความไม่รู้ คิดว่าเป็นเรื่องยาก หรือแม้แต่คิดว่าเป็นสิ่งไกลตัวมองไม่เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างไร หรือดีขึ้นมาหน่อยอาจจะเห็นว่าใช้แค่โปรแกรมเอกสารก็เพียงพอแล้ว ทำให้การคิดว่าสิ่งที่มีดีอยู่แล้วกลายเป็นอุปสรรคในการหาสิ่งที่ดีกว่า

ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้ร่วมมือกับเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือซอฟต์แวร์พาร์ค มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบริษัท ทีโอที ทำโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ หรืออีซีไอที ขึ้นมาเมื่อปีที่ผ่านมาและต่อยอดมาจนถึงปีนี้ ซึ่งเพิ่งครบกำหนดปิดโครงการไปสดๆ ร้อนๆ โดยผลที่ได้รับถือว่าเป็นที่น่าพอใจ

อาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ กสอ. กล่าวว่า กสอ. ต้องการให้เกิดประโยชน์ทั้งเอสเอ็มอีที่สามารถนำไอทีมาใช้ในราคาไม่สูงนัก และบริษัท ซอฟต์แวร์ไทย ที่จะได้ขายระบบให้กับผู้ประกอบการ เรียกว่าเป็น วินวิน ด้วยกันทุกฝ่าย โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 146 ราย แบ่งเป็นเอสเอ็มอีที่ใช้ระบบอีอาร์พี ผ่านคลาวด์ คอมพิวติง ของทีโอที จำนวน 92 ราย และเป็นเอสเอ็มอีที่ใช้ระบบอื่นๆ เช่น ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (ซีอาร์เอ็ม) ระบบจัดการเอกสาร ระบบจัดการคลังสินค้า และอื่นๆ อีก 54 ราย ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ครอบคลุมมากขึ้น ผลที่เห็นชัดเจนคือประหยัดเงินลงทุนระบบไอทีกว่า 3 แสนบาทต่อเอสเอ็มอี 1 ราย ยังไม่นับปีต่อๆ ไป ที่ผลตอบแทนจะสูงขึ้นจากการบริหารจัดการที่ดี

บริษัทซอฟต์แวร์ที่มาร่วมโครงการในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 16 บริษัท แบ่งเป็นผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี 10 ราย และซอฟต์แวร์อื่นๆ อีก 6 ราย คำถามคือ ทำไมต้องมีผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีมากถึง 10 ราย ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับที่ผู้ประกอบการหลายรายถามว่า “เมื่อติดตั้งระบบอีอาร์พีแล้ว สามารถใช้งานได้เลยหรือไม่” เพราะอีอาร์พี คือการบริหารจัดการข้อมูล เมื่อดูจากธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายหลัก จะรู้ว่าอีอาร์พีที่ใช้ต้องแตกต่างกันแน่นอน

อย่างอุตสาหกรรมอัญมณี ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากทำเงินเข้าประเทศมากที่สุด ต้องมีการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างละเอียด หากอัญมณีที่ยังไม่ได้ผ่านการเจียระไนหายไปเพียง 1 กรัมต่อกระบวนการผลิตแต่ละครั้ง ผู้ประกอบการอาจสูญเงินเป็นหลักแสนบาทต่อเดือนได้ หรือในอุตสาหกรรมอาหาร ที่วัตถุดิบเป็นของที่ต้องการความสดใหม่ตลอดเวลา ต้องมีการคงคลังให้พอดีกับความต้องการใช้งาน เพื่อลดต้นทุนจากวัตถุดิบที่เสียหาย นี่คือสิ่งที่ระบบไอทีจัดการให้ได้

อีกตัวอย่างคือ ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ระบบไอทีไม่ใช่แค่ใช้สำหรับออกแบบก่อสร้างเท่านั้น แต่การวางแผนใช้อุปกรณ์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างดี เช่น บริษัทก่อสร้าง มีรถแบ็กโฮ 1 คันถ้าสามารถวางแผนได้ว่า 3 วันแรกไปทำงานที่ไซต์งานแห่งหนึ่ง พัก 1 วัน และอีก 3 วันไปอีกไซต์งานหนึ่ง ทั้งหมดต้องอาศัยการวางแผนงานที่รัดกุม ไม่จำเป็นต้องซื้อรถแบ็กโฮเพิ่มโดยไม่จำเป็น หรือถ้าไซต์งานแห่งแรกมีปูนไม่พอใช้งาน อาจจะโยกปูนจากอีกแห่งหนึ่งมาใช้ก่อนได้ ผลที่ได้คือ งานไม่เสีย มีการหมุนเวียนวัตถุดิบใช้งาน และสามารถตรวจสอบการใช้งานได้ชัดเจน

แน่นอนว่าการจะให้เอสเอ็มอีรู้จักการใช้งานระบบได้ ต้องอาศัยการอบรมจากซอฟต์แวร์พาร์ค โดยตลอดปีมีเอสเอ็มอี 243 รายเข้าร่วมอบรม และได้ทำร่วมกับการส่งเสริมด้านการตลาดผ่านระบบอีมาร์เก็ตเพลส โดยตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน มีเอสเอ็มอีที่อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตร่วมในระบบกว่า 1,600 ราย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทั้งหมดนอกจากจะขายสินค้าให้กับผู้ซื้อนอกกลุ่มแล้ว สิ่งที่พิเศษคือ เกิดกลุ่มการซื้อภายในเว็บไซต์เองด้วย

ข้อดีอีกประการคือในเว็บไซต์เดียวกันนี้ ลูกค้าเช่นกลุ่มผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถเข้ามาเลือกดูสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.ecitthai.net สามารถรู้ราคา ออกใบสั่งซื้อสินค้า เปรียบเทียบสินค้ากับผู้ขายหลายๆ ราย พิจารณาจำนวนที่มีขาย และดูสถานที่ตั้งของผู้ขายเพื่อคำนวณระยะเวลาการส่งสินค้าได้ และต่อไปสามารถรวมกลุ่มกันซื้อสินค้าครั้งละมากๆ จากผู้ขายหลายๆ รายได้ด้วย

ขณะที่การต่อยอดโครงการในปีต่อไป จะเห็นการขยายไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น เพื่อกระจายการใช้ไอทีออกไปทั่วประเทศ โดยจะเน้นที่หัวเมืองใหญ่เป็นหลักก่อน คิดเป็นสัดส่วน 40% จากจำนวนเอสเอ็มอี 100 รายใหม่ที่จะเข้าโครงการ และจะผนวกการส่งเสริมการใช้ไอทีเพื่อการประหยัดพลังงานมากขึ้น เช่น การนำไอทีไปใช้สำหรับการตรวจสอบด้านพลังงานที่เครื่องจักรใช้ โดยให้สามารถควบคุมการใช้พลังงานที่ประหยัดสูงสุด และสนับสนุนให้เกิดระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุตสาหกรรมในสายการผลิตเดียวกันโดยในโครงการทดลองจะเริ่มต้นกับอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งมีสายการผลิตจำนวนมากทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อที่จะทำให้การส่งถ่ายข้อมูลระหว่างสายการผลิตที่มีมากบริษัทเป็นระบบดิจิตอล โดยไม่กระทบกับระบบไอทีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จในปีต่อไปก็จะสามารถนำไปเป็นต้นแบบใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ต่อไป

แน่นอนว่าบริษัทซอฟต์แวร์ที่จะมาให้บริการจะมีประมาณ 1520 รายเพื่อเป็นทางเลือก และต้องพร้อมจะให้บริการกับผู้ประกอบการในต่างจังหวัดด้วย ซึ่งจากความสำเร็จของโครงการใน 2 ปีที่ผ่านมา จะทำให้กระบวนการตัดสินใจในการนำไอทีไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการมากขึ้น

ดูจากจำนวนเอสเอ็มอีในโครงการอาจจะยังห่างไกลจากเอสเอ็มอีทั้งหมดในประเทศไทย แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ส่งผลต่อเอสเอ็มอีจำนวนมากเห็นถึงความสำคัญของการนำไอทีไปใช้งาน และแน่นอนหน่วยงานภาครัฐอีกหลายๆ แห่งสามารถเข้าช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะกระทรวงไอซีทีที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน