
ที่ทำงานสร้างประสบการณ์
จากรายงานการวิจัยเรื่อง Workplace Powered by Human Experience หรือสถานประกอบการอาศัยประสบการณ์มนุษย์เป็นแรงขับเคลื่อน
โดย...บริษัท เจแอลแอล
จากรายงานการวิจัยเรื่อง Workplace Powered by Human Experience หรือสถานประกอบการอาศัยประสบการณ์มนุษย์เป็นแรงขับเคลื่อน เผยให้เห็นว่าการช่วยให้พนักงานรู้สึกดีในการทำงาน ไม่ได้อยู่เพียงแค่การพยายามให้พนักงานมีสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว
บริษัทต่างๆ มีโอกาสได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมหากตระหนักได้ว่าประสบการณ์ที่สร้างให้กับพนักงานในสถานประกอบการของตน มีผลโดยตรงต่อระดับความรู้สึกของพนักงานในแง่ของการมีส่วนร่วม การได้รับอำนาจเต็มที่ ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและความรู้สึกเติมเต็ม
รายงานฉบับดังกล่าววิเคราะห์วิธีที่ประสบการณ์มนุษย์จะสามารถช่วยให้ธุรกิจเติบโตในโลกใหม่ของการทำงานได้อย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการงานวิจัยภายใต้ชื่อ Future of Work (อนาคตของการทำงาน) โดยได้รับความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นจากบริษัทชั้นนำ 40 บริษัททั่วโลก และสำรวจความคิดเห็นของพนักงานองค์กรต่างๆ มากกว่า 7,000 คนใน 12 ประเทศจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา พนักงานเหล่านี้มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 18-65 ปี และทำงานในบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 100 คน
ผลการศึกษาที่สำคัญๆ มีดังนี้ เกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เห็นด้วยว่าความสุขในการทำงานเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่จะช่วยสร้างหลักประกันได้ถึงประสบการณ์ การทำงานที่แตกต่าง นอกจากนี้เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสำรวจ สนับสนุนแนวความคิดให้บริษัทจัดให้มีตำแหน่ง ประธานบริหารฝ่ายความสุข (Chief Happiness Officer) เพื่อทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานโดยเฉพาะ
ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ยังคงมีคนสนใจต้องการทำงานด้วยมากกว่าองค์กรขนาดเล็ก แต่มี 46% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า ปรารถนาที่จะทำงานในธุรกิจสตาร์ทอัพและหวังที่จะสร้างธุรกิจของตนเอง มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 40% ที่มีความรู้สึกของการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน โดยผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มนี้ มองว่าความไว้เนื้อเชื่อใจและความเอื้ออารี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน ซึ่งการมีสถานที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่นคล่องตัว อาทิ การจัดที่นั่งให้พนักงานสามารถใช้ร่วมกัน มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดทั้งสองปัจจัยดังกล่าว
ผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 52% รู้สึกมีความสุขเต็มร้อยในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ 42% ของผู้ตอบแบบสำรวจ แสดงความพร้อม หากบริษัทของตนจะเปลี่ยนที่ทำงานให้เป็นแบบเปิดโล่ง ไม่มีที่กั้นระหว่างที่นั่ง หรือให้ใช้ที่นั่งร่วมกันโดยยกเลิกการจัดสรรที่นั่งส่วนตัวให้กับพนักงานแต่ละคน เพื่อให้เกิดที่ทำงานที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่
จำนวน 47% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่า การสามารถจดจ่อกับงานที่ทำในที่ทำงานนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด พร้อมเรียกร้องให้บริษัทให้ความสำคัญมากขึ้นกับการพิจารณาอนุญาตให้พนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะทำงานอย่างไร เมื่อใดและที่ไหน
เนล เมอร์เรย์ ประธานเจ้าหน้าบริหารภาคพื้นยุโรปและตะวันออกกลางของเจแอลแอล กล่าวว่า ในโลกที่กำลังถูกขับเคลื่อนโดยข้อมูลและนวัตกรรมด้านดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตของการทำงานจึงอาจมีความเกี่ยวพันกับพนักงานในองค์กรมากกว่าที่คิด องค์กรต่างๆ ไม่สามารถให้ความสำคัญเฉพาะการจัดสรรสถานที่ไว้ให้พนักงานใช้เป็นที่นั่งทำงานเท่านั้น แต่ต้องเป็นสถานที่ที่ช่วยให้พนักงานสามารถสานความใฝ่ฝันของตนให้เป็นจริงด้วยการให้ความใส่ใจกับสิ่งที่พนักงานต้องการ ซึ่งอาจทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้นต่อธุรกิจ
แมรี พายบารอด ผู้อำนวยระหว่างประเทศฝ่ายวิจัยองค์กร เจแอลแอล กล่าวว่า ประสบการณ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานว่ามีผลต่อสมรรถภาพของบริษัทอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า สถานที่ทำงานและที่นั่งทำงานมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งในเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติการ ในการสนับสนุนให้เกิดความรู้สึกของการมีส่วนร่วม การได้รับอำนาจเต็มที่ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และความรู้สึกเติมเต็ม







