
บลจ.บัวหลวงเบอร์2AAV
ผงาดถือหุ้นเพิ่มเป็น10.17% รองจากกลุ่มวิชัย วัฒนประภา ปีนี้ผู้โดยสาร19.5ล้านคน
ผงาดถือหุ้นเพิ่มเป็น10.17% รองจากกลุ่มวิชัย วัฒนประภา ปีนี้ผู้โดยสาร19.5ล้านคน
โพสต์ทูเดย์ - บลจ.บัวหลวง ผงาดถือหุ้นใหญ่อันดับสองรองจากกลุ่มวิชัย วัฒนประภา เจ้าของบริษัท คิงเพาเวอร์
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง รายงานการได้มาหุ้นของบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) 0.26% ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 10.17% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
ทั้งนี้ การซื้อหุ้นเพิ่มดังกล่าวส่งผลให้ บลจ.บัวหลวง กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองรองจากกลุ่มนายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของบริษัท คิงเพาเวอร์ ธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ได้เข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ของบริษัท เอเชียเอวิเอชั่น (AAV) รอบไตรมาสแรกปี 2560 ผู้บริหารสูงสุดของ AAV ได้ระบุชัดเจนว่า แนวโน้มค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ยจะถูกปรับตามการเคลื่อนไหวของต้นทุนน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากที่ปรับตัวไม่สอดคล้องกันมาหลายไตรมาสแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทก็ยังคาดว่าการแข่งขันจะไม่ดุเดือดเท่าก่อนหน้านี้ หลังจากที่กำไรของสายการบินต่างๆ ถูกกระทบไปตามๆ กันในช่วงครึ่งหลังปี 2559 และไตรมาสแรกปี 2560 นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ย 4-6% ในปีนี้ โดยจะเห็นราคาตั๋วโดยสารเฉลี่ยปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะ AAV เป็นเจ้าตลาดที่มีส่วนแบ่งตลาดผู้โดยสารสูงถึง 28.5% ผู้เล่นรายอื่นก็น่าจะขยับในทิศทางเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาต้องแบกขาดทุน หรือยอมรับผลกำไรต่ำมาหลายปีพึ่งพิงนักท่องเที่ยวจีนลดลง
สำหรับไตรมาสแรกปี 2560 บริษัทคิดว่าความต้องการจากผู้โดยสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ (ไม่รวมนักท่องเที่ยวจีน) จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในช่วงต่อไป หลังจากที่ค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6% และ 14% จากไตรมาส 4 ปี 2559 AAV จึงตั้งเป้าที่จะกระจายกลุ่มลูกค้าเพื่อลดความเสี่ยง จากการที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้โดยสารชาวจีนสูงให้เหลือแค่ไม่เกิน 20% ของรายได้
นอกจากนี้ การเติบโตก็ยังจะมาจากการขยายเส้นทางบินในตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) และอินเดีย โดย AAV ยังคงเป้าผู้โดยสารปีนี้เอาไว้ที่ 19.5 ล้านคน และคาดว่าอัตราบรรทุกผู้โดยสาร จะยังแข็งแกร่งอยู่ที่ 84% ในขณะเดียวกันยังคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ Ancillary Income จาก 17% ของรายได้รวมในไตรมาสแรกปี 2560 มีแนวโน้มเติบโตในช่วงปี 2560-2561
บล.เคจีไอ ยังคงชอบ AAV เนื่องจากประการแรกการขยายเส้นทางบินใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มความถี่เส้นทางบินทั้งในประเทศและในภูมิภาค (อินเดียและอินโดจีน) ประการที่สอง มีโอกาสที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จะถอนธงแดงประเทศไทยในครึ่งหลังของปีนี้
ประการที่สาม บริษัทเป็นเจ้าตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ (LCCs) ซึ่งมีแนวโน้มจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดอยู่ที่ 44.9% ของปริมาณการเดินทางทางอากาศ ประการที่สี่ การผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ที่จะเกิดจากการผนึกกำลังกับคิงเพาเวอร์ในระยะยาว และประการที่ห้า อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ที่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 9% ในปี 2560 เมื่อเทียบกับระดับต่ำกว่า 5% ในอดีต บล.เคจีไอ ยังคงแนะนำให้ซื้อ AAV เนื่องจากบริษัทผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 4 ปี 2559 และยังคงราคาเป้าหมายเอาไว้ที่ 7.10 บาท







