
แนวโน้มใช้ดอกเบี้ยสกัดบาทแข็ง
....เจียรนัย อุตะมะ
สัญญาณจากแนวโน้มค่าเงินบาท ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้าแทรกแซง
ค่าเงินบาทแข็งค่าสู่ระดับ 30.74 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นระดับแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2540 ซึ่งเป็นเดือนที่ ธปท. ลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง
ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่ามาแล้ว 8.4% ซึ่งนับเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค โดยเป็นรองเพียงเงินเยนญี่ปุ่น และเงินริงกิตมาเลเซีย ซึ่งทั้งคู่แข็งค่าขึ้นประมาณ 1011% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ในขณะที่เงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย ดอลลาร์สิงคโปร์ และเปโซฟิลิปปินส์ แข็งค่ามาประมาณ 4.84.9% เท่านั้น กว่าครึ่งของการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และเป็นการแข็งค่าเร็วกว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2553 ที่ ธปท. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในปีนี้
ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งขึ้นมาแล้วเกือบ 5% ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลงราว 2% เท่านั้น หรือพูดอีกอย่างได้ว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชียโดยรวม
ค่าเงินบาทระยะสั้นอาจผันผวน แต่แนวโน้มระยะยาวน่าจะแข็งค่าต่อในปีหน้า แม้ว่าในระยะสั้นค่าเงินบาทอาจผันผวนจากการไหลเข้าออก ของเม็ดเงินระยะสั้นอย่างที่เข้ามาลงทุนในตลาดเงินหรือตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจหยุดหรือกลับทิศทางได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในระยะยาวการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นต่อไปตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่น่าจะยังอ่อนค่าเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในภูมิภาคต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับค่าเงินหยวนของจีน ประกอบกับการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศประเภทที่มีความผันผวนน้อย เช่นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าค่อนข้างสม่ำเสมอ และดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะยังคงเกินดุลในปีหน้า แม้มีแนวโน้มว่าอาจเกินดุลไม่มากเท่าปีนี้ เพราะการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศ
สำหรับทุนไหลเข้าประเทศสัปดาห์ล่าสุด ระหว่างวันที่ 28 ก.ย. นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ
ในตลาดหุ้นทั่วโลกรวมกันประมาณ 8,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และดัชนี MSCI all world index เพิ่มขึ้น 1.5% จากสัปดาห์ก่อนหน้าและตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นกลับมามีแรงซื้อสุทธิจากทั้งนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน โดยตลาดหุ้น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย มีแรงซื้อสุทธิรวมสูงสุด ส่วนไทยซื้อสุทธิ 240 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อน ซื้อสุทธิ 224 ล้านเหรียญสหรัฐ)
“
ศุภวุฒิ สายเชื้อ” กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร ให้ความเห็นว่า แนวโน้มทุนไหลเข้าต่อเนื่องจะทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ที่ทำให้ ธปท.คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาดำเนินนโยบายป้องกันเงินบาทแข็งค่า“
พรเทพ ชูพันธุ์” นักวิจัยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มองว่า ธปท. ไม่น่าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครบทุกครั้ง ในการประชุมนโยบายการเงินอีก 2 ครั้งที่เหลือของปี แม้ว่าในคำแถลงการณ์ของ ธปท. ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ส.ค. จะยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่การแข็งค่าของเงินบาททำให้เขามองว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในเดือน ต.ค. และ ธ.ค.นี้ ธปท. ไม่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครบทุกครั้งฟังๆ แล้วต้องเตรียมตัวเตรียมใจปรับกลยุทธ์การลงทุนกันให้ดี...







