
เงินเฟ้อเดือนพ.ค.หดตัว0.04% ติดลบครั้งแรกรอบ14เดือน
ดัชนีเงินเฟ้อเดือนพ.ค.อยู่ที่ 100.64 หดตัวลง 0.04% กลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 14 เดือน หลังภัยแล้งคลี่คลายทำราคากลุ่มอาหารลดลง
ดัชนีเงินเฟ้อเดือนพ.ค.อยู่ที่ 100.64 หดตัวลง 0.04% กลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 14 เดือน หลังภัยแล้งคลี่คลายทำราคากลุ่มอาหารลดลง
นางสุรีย์พร สหวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือนพ.ค.2560 ว่า อยู่ที่ 100.64 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.04% เป็นการกลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 14 เดือน นับจากเดือนมี.ค.2559 ที่ติดลบ 0.46% เนื่องจากราคาในกลุ่มอาหารลดลงหลังงสถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย โดยเฉพาะผักและผลไม้ แต่เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.2560 พบว่า ค่าดัชนีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.15% เนื่องจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ค่าการศึกษาเล่าเรียนและเนื้อสุกรเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.2560) เพิ่มขึ้น 0.81% โดยมีแนวโน้มขยายตัวตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและกำลังซื้อครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนได้จากรายได้เกษตรกรและการผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
"เงินเฟ้อเดือนพ.ค.ที่กลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 14 เดือน มีแรงฉุดรั้งจากราคาหมวดราคาที่ปรับตัวลดลงจากปีก่อนที่มีภาวะภัยแล้ง จนทำให้ราคาสินค้าอาหารปรับขึ้นไปสูง ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ตัวเลขที่น่ากังวล ทั้งนี้ค่าดัชนีเดือนหน้าอาจปรับเพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้หลายพื้นที่เจอภาวะน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตผักเสียหาย แต่ถ้าไม่นับรวมอาหารสด ค่าดัชนีอื่นๆ เพิ่มขึ้นทุกตัว แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว รายได้ภาคครัวเรือนดีขึ้น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจประเทศกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ"นางสุรีย์พร กล่าว
อย่างไรก็ดี สนค.จะปรัเมินเป้าหมายเงินเฟ้อทั้งปีนี้ใหม่ ในการแถลงข่าวเงินเฟ้อประจำเดือนมิ.ย. ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไป เช่น ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และนโยบายจากภาครัฐในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การจ่ายเบี้ยคนจนและผู้สูงอายุ โดยคาดว่าเงินเฟ้อครึ่งแรกปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.8-0.9% ขณะที่เป้าเงินเฟ้อทั้งปีเดิมตั้งไว้ที่ 1.5-2.2% ภายใต้สมุติฐานเศรษฐกิจไทยโตที่ 3.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 36.5 บาท/เหรียญสหรัฐ







