
สุรพล โอภาสเสถียร ตั้งเป้าคนไทยยืดอกพกเครดิต
....ชีวรัตน์ กิจนกาธนพงศ์
เปิดตัวเอ็มดีใหม่
“เครดิตบูโร” บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ “สุรพล โอภาสเสถียร” กับภารกิจที่ท้าทาย การผลักดันให้เครดิตบูโรเป็นรากฐานให้ระบบสถาบันการเงินมีประสิทธิภาพ กลั่นกรองบุคคลที่มีโอกาสสร้างหนี้เสียออกจากระบบ พร้อมกับล้างภาพลักษณ์ตัวการขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ลูกหนี้ประวัติไม่ดี กำหนดเป้าหมาย “คนไทยยืดอกพกเครดิต”สุรพล กล่าวว่า ในวาระ 4 ปีที่รับตำแหน่ง สิ่งที่มุ่งหวังอยากให้เครดิตบูโรเป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ในทางบวก คนจะได้เข้าใจเครดิตบูโรอย่างถูกต้อง เพราะวัตถุประสงค์การจัดตั้งเครดิตบูโรเพื่อช่วยป้องกันปัญหาเอ็นพีแอล และให้สถาบันการเงินมีความมั่นคง รวมทั้งทำให้คนไทยมีวินัยทางการเงินมากขึ้น
“
ผมอยากเห็นคนไทยหรือนักธุรกิจยืดอกพกเครดิต คนจะภาคภูมิใจก็ต่อเมื่อมีเครดิต ไม่จำเป็นต้องเอาหลักประกันที่ไหน หลักประกันที่ดีที่สุดคือการประพฤติที่มีวินัย พูดคำไหนก็คำนั้น สัญญาเป็นสัญญา เครดิตจะต้องมาจากการประพฤติปฏิบัติตัวเอง อยากให้คนไทยเห็นคุณค่าตรงนี้ ทำประวัติตัวเองให้ดีแล้วความเชื่อถือจะมาก” สุรพล กล่าวความท้าทายของเครดิตบูโรทั่วโลก จะถูกท้าทายว่าเป็นเครื่องมือการปฏิเสธสินเชื่อ หรือคำว่าแบล็กลิสต์ (บัญชีดำ) แต่จริงๆ แล้วไม่ได้พูดถึงคนอีกจำนวนมากที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
ในขณะเดียวกันระบบสถาบันการเงินไทยถูกท้าทายในเกณฑ์ต่างๆ มีความเข้มงวดมากขึ้น เมื่อก่อนผู้จัดการสาขาดูทุกเรื่อง อนุมัติได้ทุกอย่าง ปัจจุบันไม่ได้ ต้องมีคณะกรรมการ มีคนหาลูกค้า คนวิเคราะห์สินเชื่อ และมีคนมารีวิวอีกครั้งว่าตรงกับนโยบายหรือไม่ และมีคนอนุมัติ มีกระบวนการตรวจสอบมากมาย เพราะมีกระบวนการ ดังนั้นคนที่ไปขอสินเชื่อก็ต้องมีการปรับตัว
การขอสินเชื่อลูกค้าต้องตอบคำถามสถาบันการเงิน 4 ข้อให้ได้ ข้อที่ 1 กู้จะเอาไปทำอะไร 2.หนี้ใหม่จะใช้คืนยังไง 3.หนี้เก่าใช้คืนยังไง และหนี้เก่าบวกหนี้ใหม่จะใช้คืนยังไง และ 4.ถ้าจะกู้เงินมาใช้เงินกู้เก่า แล้วหนี้ใหม่จะใช้คืนยังไง
สังคมไทยต้องมีการพัฒนา ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ผู้ปล่อยกู้ก็ต้องรับผิดชอบว่า ต้องมีกระบวนการคัดกรองที่ได้มาตรฐาน มีหลักวิชาการ ไม่ใช่ดูว่ารู้จักกัน มีเส้นสาย หรือดูโหงวเฮ้ง สิ่งที่จะต้องดูคือ 1.มีความสามารถที่จะจ่ายหรือไม่ 2.มีความตั้งใจที่จะจ่าย ก็ต้องดูประวัติที่ผ่านมา และ 3.ดูหลักประกันว่ามีคุณค่าหรือไม่ ในฝั่งลูกหนี้ที่จะไปขอยืมเงินก็ต้องมั่นใจว่ากู้เงินแล้วมีความสามารถที่จะชำระหนี้คืนได้ และไม่นำเงินไปใช้ผิดประเภท
ในฝั่งเครดิตบูโรก็รับผิดชอบในส่วนของคุณภาพข้อมูลที่จะเอาไปให้สมาชิกใช้ หลักการของเครดิตบูโรเรื่องข้อมูลต้อง
“เพียงพอ ถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย พร้อมใช้งาน” เพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์สินเชื่อ ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ครบถ้วน ทันสมัย พร้อมใช้งานได้ง่ายล่าสุด เครดิตบูโรได้ขยายการบริการการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรจากเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา จะได้มีช่องทางในการให้ลูกค้าสามารถที่จะตรวจสอบเครดิตบูโร คนเห็นรีพอร์ตแล้วเอามาปรับปรุงตัว ลูกค้าสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเองได้ โดยเอาบัตรเอทีเอ็มไปเสียบที่ตู้เอทีเอ็ม เข้าไปหาเมนูตรวจข้อมูลเครดิต กดเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เบอร์โทร. และกดตกลง ขอที่อยู่เอทีเอ็มส่งมาที่เครดิตบูโร ซึ่งบริษัทก็จะทำรายงานส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ โดยคิดค่าธรรมเนียม 150 บาท จัดส่งรายงานภายใน 7 วัน
ในช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้ให้ความสำคัญและเข้าใจเครดิตบูโรเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราการตรวจสอบประวัติการเงินตัวเอง เมื่อปี 2550 มีการตรวจประวัติทางการเงินตัวเอง 4,000 รายการต่อเดือน ปัจจุบันมีการตรวจสอบประมาณ 2.4 หมื่นรายการต่อเดือน
สำหรับอัตราการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรของสถาบันการเงินเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉลี่ย 7 เดือนที่ผ่านมา ประมาณ 4 หมื่นรายการต่อวัน สะท้อนว่ามีการยื่นขอสินเชื่อมากขึ้น ส่วนสถาบันการเงินมีการมายื่นขอตรวจสอบประวัติการเงินเพื่ออนุมัติสินเชื่อ 7.76 ล้านครั้ง ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะมีการมายื่นขอตรวจสอบสินเชื่อประมาณ 1516 ล้านครั้ง ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงภาวะเศรษฐกิจดี ถ้าเศรษฐกิจดีก็มีคนมาขอสินเชื่อมาก จำนวนการตรวจสอบสินเชื่อก็มากตามไปด้วย ปัจจุบันมีฐานข้อมูลในระบบกว่า 60 ล้านบัญชี แยกเป็นบัญชีส่วนบุคคล 58 ล้านบัญชี และนิติบุคคล 3.6 ล้านบัญชี
ในแผนแม่บทการเงิน ฉบับที่ 2 ระบุหน้าที่ของเครดิตบูโรใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งกำหนดให้เครดิตบูโรเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันการเงินไทย โดยแผนพัฒนาระบบการเงิน ฉบับที่ 2 ระบุให้สถาบันการเงินมีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสำหรับการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน โดยจะต้องประสานงานกับข้อมูลเครดิตบูโร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารข้อมูลลูกหนี้ ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตของข้อมูล และการขยายขอบเขตการให้บริการของเครดิตบูโร เช่น ระบบการเตือนภัยความเสี่ยง เครดิตสกอริงของลูกหนี้รายย่อย หรือเอสเอ็มอี
รวมถึงการประสานงานกับสมาคมธนาคารเพื่อพัฒนาระบบ Data Pooling Operation Risk Loss Data พิจารณาจัดทำและเป็นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจของสถาบันการเงิน เช่น ข้อมูลเอ็นพีแอล และข้อมูล Peer ซึ่งเป็นข้อมูลการเปรียบเทียบอ้างอิงกับระบบ
ขณะนี้ได้มีการพัฒนาเครดิตสกอริงของบุคคลธรรมดามีการพัฒนาเสร็จแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงการเชิญสมาชิกมาทดสอบ ซึ่งคาดว่าจะให้บริการได้ในปีหน้า
การให้คะแนนเครดิตของบุคคลจะกำหนดคะแนน 300900 คะแนน เกรด AA ถึง HH ประมาณ 8 ช่วง และมาดูความหมายโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ในรอบ 12 เดือนนี้ ซึ่งการทำเครดิตสกอริง เพื่อที่จะให้คนดีได้มีโอกาส สังคมควรให้ประโยชน์กับคนที่ทำดี และกันคนไม่ดีออกไปจากระบบ คนที่ดีผ่อนชำระตรงเวลาก็ควรได้รับผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ถูก เชื่อว่าสังคมไทยก็จะต้องทำได้ ซึ่งในต่างประเทศก็ทำได้แล้วตามหลักการที่ว่า
“ไฮริส ไฮเทิร์น” มีความเสี่ยงสูง ก็ต้องได้รับผลตอบแทนที่สูงนอกจากนี้ เครดิตบูโรมีแนวคิดที่จะลดภาระต้นทุนของสังคมและธนาคารพาณิชย์ โดยการเสนอการรวบรวมรายงานประจำปีประวัติทางการเงิน ที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะต้องส่งให้กับลูกค้า ซึ่งหากให้เครดิตบูโรทำหน้าที่รวบรวมการส่งประวัติทางการเงินให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้ข้อมูลครบถ้วนทั้งหมด ไม่กระจัดกระจาย ในส่วนสถาบันการเงินก็ลดต้นทุนการจัดส่ง และการพัฒนาระบบสกอริงจะทำให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่ต้องไปลงทุนจ้างต่างชาติ พัฒนาระบบเอง อีกทั้งเครดิตบูโรมีข้อมูลรวมกว่า 60 ล้านบัญชี ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์ในเชิงสถิติแม่นยำมากกว่า
“
สามารถพูดได้เต็มปากว่า ตั้งแต่มีเครดิตบูโรแล้วเอ็นพีแอลลดลง สถาบันการเงินมีเซฟการ์ด การบริหารความเสี่ยงรอบคอบมากขึ้น ทำให้ภาพเอ็นพีแอลที่จะมาหลอกหลอนในอดีตไม่ค่อยเห็น เพราะว่าถ้ามีคุณสมบัติไม่ถึงก็ไม่สามารถได้รับสินเชื่อตั้งแต่ต้นทาง ดีกว่าเป็นเอ็นพีแอลมันแก้ไขยาก” สุรพล กล่าวนอกจากนี้ เครดิตบูโรอยากจะมีส่วนช่วยในสังคม ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลให้ทางการใช้ในการกำกับนโยบายทางการเงิน สิ่งที่กำลังจะทำข้อมูลเชิงอุตสาหกรรม โดยในปีหน้าจะมีการแถลงข่าวของเครดิตบูโรทุกไตรมาส เช่น แนวโน้มเครดิตบูโร ปัญหาการติดค้างชำระหนี้แต่ละประเภทเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือน







