
ธกส.ตั้งโต๊ะ3.2หมื่นล้านเดินหน้าประกันรายได้ปี54
ธ.ก.ส. ตั้งโต๊ะ 3.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าโครงการประกันรายได้ปี 54 คาดมีเกษตรกรเข้าโครงการไม่น้อยกว่า 3.5 ล้านราย
ธ.ก.ส. ตั้งโต๊ะ 3.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าโครงการประกันรายได้ปี 54 คาดมีเกษตรกรเข้าโครงการไม่น้อยกว่า 3.5 ล้านราย
นายบุญช่วย เจียดำรงค์ชัย ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เตรียมวงเงินกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกรหลังคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี การผลิต 2553/54 รอบที่ 1 ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเสนอหลักเกณฑ์ทั้งหมดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) พิจารณาภายในเดือน ก.ย. นี้
เบื้องต้นคาดดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 3.52 ล้านราย รวมเกษตกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 4.01 แสนราย และมันสำปะหลัง 4.48 แสนราย
ทั้งนี้ได้กำหนดให้เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวปี 2553/54 รอบที่ 1 กับกรมส่งเสริมการเกษตร และนำหนังสือรับรองขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวที่ออกโดยกรมส่งเสริมการเกษตรไปทำสัญญาประกันรายได้กับ ธ.ก.ส. โดยระยะเวลาขึ้นทะเบียนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมจังหวัดชุมพรเริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย. - 30 พ.ย. 2553 ยกเว้นภาคใต้เริ่ม 16 ก.ค. 2553 - 31 มี.ค. 2554นี้ มีระยะเวลาใช้สิทธิ 1 ส.ค. 53 - 15 มี.ค. 2554 ภาคใต้ 16 ก.ย. 53 - 15 ก.ค. 54
สำหรับราคาประกันในปีนี้ กำหนดตามชนิดของข้าว ณ ความชื้นไม่เกิน 15% คือ ข้าวหอมมะลิราคา 1.53 หมื่นบาท ต่อตัน ปริมาณไม่เกิน 14 ตันต่อครัวเรือน ข้าวหอมจังหวัดราคา 1.43 หมื่นบาทต่อตัน ปริมาณไม่เกิน 16 ตันต่อครัวเรือน ข้าวปทุมธานี 1 ราคา 1.1 หมื่นบาทต่อตันปริมาณไม่เกิน 25 ตันต่อครัวเรือน ข้าวเปลือกเจ้าราคา 1 หมื่นบาท ต่อตัน ปริมาณไม่เกิน 25 ตันต่อครัวเรือน ข้าวเปลือกเหนียวราคา 9,500 บาท ต่อตันปริมาณไม่เกิน 16 ตันต่อครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 9 ก.ย. 2553 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้ว 2.16 ราย จำนวนพื้นที่ 39.9 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวเปลือก 1.54 ล้านราย จำนวนพื้นที่ 28.9 ล้านไร่ มันสำปะหลัง 2.91 แสนราย จำนวนพื้นที่ 4.8 ล้านไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.34 แสนราย จำนวนพื้นที่ 6.2 ล้านไร่
นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม จากการสำรวจข้อมูลล่าสุดพบว่า มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 23 จังหวัด จำนวน 163 อำเภอ 585 ตำบล คิดเป็นนาข้าได้รับความเสียหาย 8 แสนไร่ ข้าวโพดเสียหาย 9 หมื่นไร่ มีนสำปะหลังอีก 8 หมื่นไร่จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยมีมาตรการช่วยเหลือเช่นการปรับโครงสร้างด้วยการยืดระยะเวลาชำระหนี้ การพักหนี้ และการให้สินเชื่อเพิ่มเพื่อฟื้นฟูผลผลิตไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ขณะที่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนโครงการประกันรายได้ ยังได้รับสิทธิในการประกันราคาผลผลิตตามเดิม
"เกษตรกที่เข้าโครงการประกันรายได้แม้ผลผลิตเสียหายยังได้รับเงินชดเชยจากส่วนต่างราคาประกันกับราคาอ้างอิงตามเดิม เนื่องจากวิธีการคำนวณจะดูที่ผลผลิตต่อไร เช่น มีนา 20 ไร่ น่าจะได้ผลผลิต 10 ตัน หากส่วนต่างอยู่ที่ตันละ 1,000 บาท เกษตรกรก็ได้เงิน 1 หมื่นบาทเท่าเดิม แม้ผลผลิตโดยรวมอาจจะเหลือแค่ 2 ตัวก็ตาม ซึ่งยังไม่รวมมาตรการช่วยเหลืออื่นๆอีก"นายบุญช่วยกล่าว
นายบุญช่วยกล่าวอีกว่า ปีนี้คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าปีการผลิต 2552/53 เพราะมีฐานข้อมูลการดำเนินงานเดิมและเกษตรกรมีความเข้าใจขั้นตอนการร่วมโครงการมากขึ้น รวมทั้งได้เตรียมมาตรการป้องการทุจริตทั้งเรื่องการแจ้งพื้นการเพาะปลูกมากกว่าที่ทำจริง โดยทำการสุ่มตรวจในทุกพื้นที่ รวมทั้งการกำหนดโทษกรณีแจ้งเท็จด้วยการปรับออกจากโครงการและการลงโทษทางกฎหมาย
นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2553 ตามมติคณะกรรมการ
นโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) โดยใช้เงินทุนปลอดดอกเบี้ย จำนวน 80 ล้านบาท เพื่อนำไปเป็นทุนในการจ่ายสินเชื่อรวบรวมผลไม้ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งกำลังประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาด
ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการระบายผลไม้จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ผ่านสถาบันเกษตรกร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้วงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 6.6 แสนบาทต่อศูนย์ อัตราดอกเบี้ย 0% เริ่มกู้ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พ.ย. 2553 โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 31 มี.ค 2554
รวมทั้งยังได้ อนุมัติวงเงินสินเชื่อ 500 ล้านบาท ให้สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด จัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม(นมผง) เพื่อแก้ไขปัญหาราคานมตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารโรงงาน พร้อมซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมผง จำนวน 400 ล้านบาท และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อและรวบรวมน้ำนมดิบจากเกษตรกรจำนวน 100 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3.5 % โดยสหกรณ์ฯจะใช้ทรัพย์สินและเงินสดของตนเองสมทบอีก100 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600 ล้านบาท







