
การบาลานซ์ตัวเองบนเส้นลวด (จบ)
บทความครั้งที่แล้ว ผมได้เล่าถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกับ ศ.ดร.ไมเคิล เลอเพ็คช์
โดย...อนุพงษ์ อัศวโภคิน
บทความครั้งที่แล้ว ผมได้เล่าถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกับ ศ.ดร.ไมเคิล เลอเพ็คช์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sustainable Engineering จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนวัตกรรมระดับโลกมากมาย ซึ่ง ศ.ดร.ไมเคิล ได้เปรียบการวางกลยุทธ์ธุรกิจที่นำมา ซึ่งความสำเร็จแบบยั่งยืนนั้นก็เหมือนกับการมีตัวช่วยรักษาสมดุล
ขณะที่เรากำลังเดินอยู่บนเส้นลวด ด้านล่างคือเหวลึก และความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจคือ ลมที่มากระทบ ทำให้เส้นลวดที่เรากำลังเดินอยู่นั้นแกว่งไปมา หากเราเสียสมดุลก็จะร่วงหล่นลงมาในที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าลมจะแรงเพียงใด หากองค์กรมีการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องเหมาะสม สอดรับกับแก่นแท้ของธุรกิจก็จะช่วยให้การก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
ยอมรับว่ากระแสโลกในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็ว นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดตลอดเวลา จนบางครั้งทำให้เราหลงทางไปกับการสร้างกลยุทธ์ที่ฉาบฉวย ไม่ตอบแก่นแท้ของธุรกิจ ซึ่งก่อนที่ ศ.ดร.ไมเคิล จะเริ่มทำการค้นหากลยุทธ์ที่จะนำพาเอพีให้เท่าทันและก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงระดับโลกได้อย่างมั่นใจนั้น กระบวนการแรกเริ่มด้วยการจัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการพิเศษ “Lead-Innovate-Disrupt-Change” ร่วมกับทีมบริหารเครือเอพี เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้น
เบื้องต้น ศ.ดร.ไมเคิล ได้แชร์โมเดลพื้นฐานที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเวย์ของสแตนฟอร์ด ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1.นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) หมายถึงการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น 2.นวัตกรรมด้านกระบวนการทำงาน (Process Innovation) วิธีการก่อสร้างเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ใช้ต้นทุนอย่างคุ้มค่า และส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตรงเวลา
3.นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการโครงสร้างองค์กร (Organization Innovation) เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้สอดคล้องกับกระบวนการองค์กร สมาชิกในองค์กรต้องพร้อมที่จะดำเนินงาน และทำให้กระบวนการการทำงานต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ 3 ปัจจัยนี้จะต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กัน จึงจะทำให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยนั้น ศ.ดร.ไมเคิล มองว่ามีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนสิ่งปลูกสร้างที่ส่งมอบให้ลูกค้า เทคโนโลยีการออกแบบ จำนวนดีเวลลอปเปอร์ที่แข่งขันกันในธุรกิจ รวมไปถึงผู้นำในธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องพร้อมรับการเปลี่ยนและสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อเป็นผู้นำในธุรกิจอย่างยั่งยืน
แต่อย่างไรก็ตาม นวัตกรรม (Innovation) ที่สำคัญที่สุดคือ “คน” ในองค์กร หากเราสังเกตจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและประสบความสำเร็จในระดับโลก สิ่งแรกที่องค์กรเหล่านั้นต้องมีคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้า และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นยังต้องมีทีมงานระดับผู้บริหารที่ตั้งใจที่จะทำงานร่วมกัน ประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อความกล้าที่จะเปลี่ยนผสานกับกลยุทธ์ธุรกิจที่แม่นยำ การเดินบนเส้นลวดธุรกิจก็จะเสถียร ราบรื่นยิ่งขึ้น







