posttoday
ผ่า ‘ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท’ ก่อนควบรวมกิจการ

ผ่า ‘ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท’ ก่อนควบรวมกิจการ

22 เมษายน 2560

บริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท หรือทีไอดี เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจัดเก็บข้อมูลประกันภัยรถยนต์แห่งแรกของประเทศไทย

โดย...วารุณี อินวันนา

บริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท หรือทีไอดี เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจัดเก็บข้อมูลประกันภัยรถยนต์แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการควบรวมกิจการกับสำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย

ทั้งนี้ ทีไอดี มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น เมื่อปี 2535 จำนวน 40 ล้านบาท มีบริษัทไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรี) ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 40% ที่เหลือถือหุ้นโดยบริษัทประกันวินาศภัยที่เป็นสมาชิกของสมาคมประกันวินาศภัยไทย ต่อมาบริษัทไทยรี และบริษัทประกันภัย เห็นพ้องกันให้บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (บริษัทกลางฯ) ที่มีบริษัทประกันภัยถือหุ้นอยู่แล้ว เข้าไปถือหุ้นในทีไอดี จึงได้ขายหุ้นให้บริษัทกลางฯ ทำให้บริษัทกลางฯ ถือหุ้นใหญ่ในทีไอดี 90% ที่เหลือเป็นของบริษัทประกันภัยที่ไม่ยอมขายหุ้นออกมา

พิษณุวัฒก์ อ้วนสะอาด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท หรือทีไอดี กล่าวว่า บริษัทมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 40 ล้านบาท และลดทุนลง 30 ล้านบาท เหลือ 10 ล้านบาท และจะเพิ่มทุนเพิ่มเป็น 60 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการควบรวมกิจการกับสำนักงานอัตราเบี้ยประกันภัย โดยทุนที่เพิ่มจะนำไปลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อขยายธุรกิจ

“บริษัทตั้งมา 25 ปี มีรายได้จากค่าบริการการจัดเก็บข้อมูลประกันภัยรถยนต์ ทั้งภาคบังคับ และภาคสมัครใจ จากบริษัทประกันภัยทั้งระบบ สามารถเลี้ยงดูองค์กรมาได้ 20 ปีแล้ว โดยค่าจัดเก็บข้อมูลรถ ทำรายได้ปีละ 20 ล้านบาท และมีรายได้จากการพัฒนาซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่น การวางระบบ ให้งบบริษัทประกันภัยอีกประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายของบริษัทที่มีประมาณปีละ 30 ล้านบาท” พิษณุวัฒก์ กล่าว

สำหรับปี 2560 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้จากค่าบริการ 40 ล้านบาท จากงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากค่าบริการการจัดเก็บข้อมูลที่ได้เพิ่มการจัดเก็บข้อมูลประกันภัยอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ครบทุกประเภท คาดว่าจะได้ข้อมูลครบเมื่อ คปภ.สั่งให้บริษัทประกันภัยจัดส่งข้อมูลเข้าศูนย์ข้อมูลอินชัวรันส์บูโร จะทำให้บริษัทได้ข้อมูลเหล่านั้นมาด้วย

ขณะนี้บริษัทเป็นที่ปรึกษาในการวางระบบอินชัวรันส์บูโรให้กับทาง คปภ. และยังได้รับความไว้วางใจจากกองทุนประกันวินาศภัย ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นระยะที่ 2 เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบภัย การเบิกจ่าย ตรวจสอบข้อมูล

รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นการขายประกันภัยออนไลน์เพื่อรองรับการไม่ต้องออกกรมธรรม์เป็นกระดาษ หรือการออกกรมธรรม์ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ (อี-โพลิซี)

นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการจัดทำระบบการตรวจสอบข้อมูลประกันภัยรถยนต์ระหว่างกันเพื่อรองรับโครงการ “ชนแล้วแยก แลกใบเคลม” หรือ น็อก ฟอร์ น็อก ที่เป็นสัญญาสละสิทธิค่าเรียกร้องซึ่งกันและกัน ในกรณีที่รถประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ชนกันเอง โดยจะขยายไปให้ครอบคลุม รถประเภท 1 ไปชนรถที่มีประกันภัยชั้น 2 ชั้น 3 และชั้น 4

รวมถึงทำระบบข้อมูลประกันภัยรถยนต์ตามโครงการ “ชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะจัดทำเป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการทำงานของบริษัทประกันภัย

ขณะเดียวกัน ปี 2560 บริษัทได้วางระบบการตรวจสอบข้อมูลที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในกลุ่มลูกค้าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) เพิ่มเติม เช่น ทำประกันภัยไว้เกินกว่า 3 บริษัท และมียอดเงินเอาประกันภัยต่อวันเกิน 1 หมื่นบาท/วัน กรณีซื้อความคุ้มครองชดเชยรายได้ มีการเปลี่ยนบริษัทรับประกันทุกปี เรียกร้องค่าสินไหม หรือเคลมเกินกว่า 3 ครั้งแต่ละปี มูลค่าการเคลมเกิน 1 แสนบาท/ครั้ง และมีอัตราความเสียหายจากการเรียกร้องสินไหมเกิน 100% ติดต่อกัน 3 ปี จากเดิมที่ทำเฉพาะประกันภัยรถยนต์

“เรายังทำการประมวลผลข้อมูล จัดทำรายงาน ให้บริการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที และพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้วย” พิษณุวัฒก์ กล่าว

พิษณุวัฒก์ กล่าวอีกว่า การควบรวมกิจการของบริษัทเข้ากับสำนักงานอัตราเบี้ยฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อพนักงาน 40 คน ซึ่งได้ทำการชี้แจงกับพนักงานแล้ว เพราะลักษณะการทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่จะทำให้องค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น

ในขณะที่สำนักงานอัตราเบี้ยฯ มีพนักงานไม่มากประมาณ 10 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นนักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะนำข้อมูลของบริษัทไปทำการวิเคราะห์และกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย เพื่อให้ภาคธุรกิจใช้อ้างอิงในการคิดเบี้ยกับลูกค้าที่เพียงพอ จะได้สามารถอยู่ได้ในยุคที่มีการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย ซึ่งเป็นการทำงานคนละแบบ และกระบวนการทำงานไม่เหมือนกัน ที่ซ้ำซ้อนกันจะมีไม่มาก เช่น บัญชี โอเปอเรเตอร์ งานธุรการ แต่เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้นก็จำเป็นต้องใช้คนมากขึ้น

“หากจะเปรียบการทำงานง่าย คือบริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท เหมือนคนทำสวน ทำนา ที่จะต้องทำการปลูกพืช รดน้ำ พรวนดิน ได้ผลผลิตออกมา เป็นข้าว เป็นผลไม้ ในขณะที่ทางสำนักงานอัตราเบี้ยฯ จะเหมือนคนที่ต้องนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปปรุงอาหาร” พิษณุวัฒก์ กล่าว

การควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท กับสำนักงานอัตราเบี้ยประกันภัย เป็นบริษัท ไทยแลนด์อินชัวรันส์รีเสริชแอนด์ดีเวลล็อปเม้นท์ (TIRD) ในครั้งนี้จึงมีแต่โต และกลายเป็นศูนย์ข้อมูลธุรกิจประกันภัยไทย ที่มีความเป็นอิสระในการให้คำปรึกษาแก่ภาครัฐ และภาคธุรกิจ มีความยุติธรรมต่อผู้บริโภค และส่งเสริมความสามารถด้านการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยที่กำลังจะเปิดเสรีในอนาคตอันใกล้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน