posttoday
ธพว.มุ่งแก้หนี้รายใหญ่ คุมเอ็นพีแอลตามเป้า

ธพว.มุ่งแก้หนี้รายใหญ่ คุมเอ็นพีแอลตามเป้า

19 เมษายน 2560

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐท่ามกลางกระแสการปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวังให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กับแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีรายเล็ก ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังสั่งให้เฝ้าจับตามงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์พร้อมกันที่ไม่ปกติ ได้แก่ เอสเอ็มอีขาดความสามารถในการแข่งขันการส่งออก ยังไม่พัฒนาคุณภาพสินค้า เช่น เสื้อผ้าส่งออกยังสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เมื่อมาเจอเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีที่ต่างกัน ยิ่งทำให้สินค้าขาดความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค 4.0 เปลี่ยนไป พร้อมกับอำนาจในการซื้อลดลง เช่น เสื้อผ้าที่ขายวัยรุ่นถ้าราคาเกิน 200 บาท จะขายไม่ได้ หรือสินค้าบางตัวถ้ามีดีไซน์ หรือเก็บได้ไม่ถึง 1 ปี จะไม่ได้รับความสนใจจากพ่อค้า และคนเริ่มหันมาสนใจซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้นยุคนี้ต้องเรียกว่า “ปลาเร็ว กินปลาช้า” ถือว่าเริ่มหมดยุคของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” แล้ว  นอกจากนี้ ผลกระทบจากเงินทุน หมุนเวียน โดยในช่วงปี 2559 ธนาค

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ท่ามกลางกระแสการปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวังให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กับแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีรายเล็ก ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังสั่งให้เฝ้าจับตา

มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์พร้อมกันที่ไม่ปกติ ได้แก่ เอสเอ็มอีขาดความสามารถในการแข่งขันการส่งออก ยังไม่พัฒนาคุณภาพสินค้า เช่น เสื้อผ้าส่งออกยังสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เมื่อมาเจอเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีที่ต่างกัน ยิ่งทำให้สินค้าขาดความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค 4.0 เปลี่ยนไป พร้อมกับอำนาจในการซื้อลดลง เช่น เสื้อผ้าที่ขายวัยรุ่นถ้าราคาเกิน 200 บาท จะขายไม่ได้ หรือสินค้าบางตัวถ้ามีดีไซน์ หรือเก็บได้ไม่ถึง 1 ปี จะไม่ได้รับความสนใจจากพ่อค้า และคนเริ่มหันมาสนใจซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น

ยุคนี้ต้องเรียกว่า “ปลาเร็ว กินปลาช้า” ถือว่าเริ่มหมดยุคของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” แล้ว 

 นอกจากนี้ ผลกระทบจากเงินทุน หมุนเวียน โดยในช่วงปี 2559 ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ลดลง  เท่ากับมีทุนมาต่อลมหายใจน้อยลง ดังนั้นคนที่แข็งแรงถึงจะมีสายป่านอยู่ได้ยาวกว่า ซึ่งคาดว่าในปีนี้สถานการณ์เรื่องเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจะปรับตัวดีขึ้น

สำหรับการแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ที่เห็นว่าทำแล้วไม่สำเร็จ เพราะธนาคารส่วนใหญ่ใช้วิธีการที่เข้มงวดเกินไป ต่างกับวิธีการจัดการของธนาคารที่พร้อมเข้าไปปรับโครงสร้างลูกหนี้แบบที่คำนึงถึงผลกระทบและความสามารถในการหารายได้ เช่น ลูกค้าบอกว่ามีน้อย เราก็เก็บน้อย เนื่องจากเอสเอ็มอีบางกิจการได้รับผลกระทบ ทั้งที่เกิดจากวิกฤตภัยแล้ง ผู้ประกอบการบางรายต้องปรับโครงสร้างหนี้ถึง 6 ครั้งถึงจะรอด ซึ่งธนาคารพาณิชย์ทั่วไปทำไม่ได้แบบธนาคาร เนื่องจากต้องปฏิบัติตามระเบียบ คือถ้าค้างชำระหนี้เกิน 3 เดือนจะกลายเป็นเอ็นพีแอลทันที  และถ้าปรับโครงสร้างหนี้แล้วยังไปไม่รอดก็จะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี ไม่มีโอกาสสู้ใหม่

กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวต่อว่า ค่าเฉลี่ยของลูกหนี้เอ็นพีแอลเมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างแล้ว จะกลับมาเป็นเอ็นพีแอลอีก 17%  และในเอ็นพีแอล 17% เมื่อเข้าสู่กระบวนการเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยยืดระยะเวลาการชำระหนี้และช่วยฟื้นฟูกิจการ เช่น การพัฒนาคุณภาพสินค้า แพ็กเกจ การช่วยหาตลาดเพิ่มช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ เพิ่ม พวกนี้มีโอกาสรอดได้มากถึง 16% ซึ่งจะเหลือลูกหนี้ราว 1% ที่เป็นเอ็นพีแอลจริงๆ

ทั้งนี้ ล่าสุดเอ็นพีแอล ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2560 อยู่ที่ 1.59 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 16% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่จะลดเอ็นพีแอลมาอยู่ที่ระดับ 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ขึ้นอยู่ที่การแก้หนี้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ที่จะเริ่มเข้าไปจัดการลูกหนี้รายใหญ่ ที่เป็นลูกรายเก่ามียอดเอ็นพีแอลรวมกันราว 5,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ธนาคารเริ่มใช้ยาแรง คือ การบังคับทางกฎหมาย  การสืบทรัพย์ เพื่ออายัดทรัพย์สิน โดยจะทำควบคู่ไปกับการเจรจาประนอมหนี้ เนื่องจากมีลูกหนี้บางรายที่มีความรู้ ใช้วิธีซื้อเวลาด้วยการผ่อนแต่ดอกเบี้ยเพียงเดือนละเล็กละน้อย ให้บัญชีเดินจะได้ไม่ถูกฟ้อง แต่เมื่อมาดูความเป็นจริงทางการค้า ธุรกิจเหล่านี้ขาดความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อไปแล้ว ดังนั้นธนาคารต้องเดินหน้าเรื่องการฟ้องร้องเพื่อบังคับคดีในทางกฎหมายต่อไป

มาตรการนี้เชื่อว่าเมื่อลูกหนี้รู้ว่าธนาคารเอาจริง ก็น่าจะเปลี่ยนใจมาให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น ตั้งเป้าหมายแก้หนี้ในจำนวนนี้ได้ 20% ของยอดเอ็นพีแอลของลูกค้ารายใหญ่ หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมาธนาคารได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ไปแล้วเป็นวงเงิน 500-600 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เชื่อว่าภาพรวม
เอ็นพีแอลของธนาคารในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI