
ขานรับเลิกสัญญาซื้อรถเมล์
สหภาพ ขสมก.สนับสนุนยกเลิกรถเมล์เอ็นจีวี ยันไม่เคลื่อนไหว พร้อมอาสาเคลียร์ฝ่ายเดินรถให้เข้าใจ
โพสต์ทูเดย์ - สหภาพ ขสมก.สนับสนุนยกเลิกรถเมล์เอ็นจีวี ยันไม่เคลื่อนไหว พร้อมอาสาเคลียร์ฝ่ายเดินรถให้เข้าใจ
นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) เปิดเผยว่า สร.ขสมก.เห็นด้วยกับที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บอกเลิกสัญญาโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน จากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป และขอยืนยันว่าจะไม่มีการออกมาเคลื่อนไหวหรือต่อต้านในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยที่กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าจัดซื้อรถเมล์พลังงานทางเลือกล็อตใหม่ให้ประชาชนได้ใช้ภายในปลายปีนี้ โดยเชื่อว่าการเปิดประกวดราคาครั้งใหม่จะยังคงมีผู้สนใจเข้าร่วมอย่างแน่นอน แม้ที่ผ่านมา 2 บริษัทใหญ่อย่างเบสท์ริน และ ช.ทวี จะเกิดปัญหาในขั้นตอนการจัดซื้อ และเชื่อว่ากระทรวงจะสามารถเดินหน้ารับมอบรถเมล์ล็อตใหม่ได้ตามแผน
อย่างไรก็ตาม ยังเป็นห่วงเรื่องงบประมาณในการติดตั้งระบบจีพีเอสและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ทิกเก็ต) ในรถเมล์เอ็นจีวี 292 คันที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่ง ขสมก.ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่มีใครรับผิดชอบ
“ผู้อำนวยการ ขสมก. คงคิดรอบคอบแล้วถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงบอกเลิกสัญญา แต่ทั้งหมดก็สร้างความกระจ่างให้ประชาชน ว่าต่อไปจะมีการเดินหน้าจัดซื้อรถใหม่ ไม่ปล่อยให้ค้างคาในขั้นตอนการฟ้องร้อง แนะยังเป็นแนวทางที่จะทำให้ ขสมก.เดินหน้าธุรกิจต่อไปได้” นายวีระพงษ์ กล่าว
นายวีระพงษ์ กล่าวว่า การประชุมสหภาพ ขสมก. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางปฏิบัติร่วมกันว่าหากมีการบอกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวี จะนำบุคลากรของสหภาพลงพื้นที่ชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้องในการเดินรถ เพื่อทำความเข้าใจและแนะนำแนวทางการพัฒนาองค์กร ขสมก.ในอนาคต ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นเพื่อเสนอแนะต่อที่ประชุมบอร์ด ขสมก.ครั้งต่อไปในวันที่ 26 เม.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม ทาง สร.ขสมก.ต้องการเสนอแนวทางเพื่อดำเนินการทางนโยบายภายหลังยกเลิกสัญญาไปแล้วใน 4 ประเด็น คือ 1.ขอให้ ขสมก.เร่งดำเนินการจัดหารถเมล์ล็อตใหม่รวมถึงการเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการ 2.ให้ ขสมก.เร่งจัดทำแผนการปรับปรุงรถเก่าจำนวน 600-700 คัน 3.เสนอให้ ขสมก.เร่งทำแผนเดินหน้าธุรกิจให้ชัดเจน และ 4.เปิดโอกาสให้สหภาพและบุคลากรแรงงานของ
ขสมก.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการโครงการจัดซื้อรถเมล์ล็อตใหม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส







