
ประกันชีวิต เครื่องมือการันตีความมั่งคั่ง
ประกันชีวิต เครื่องมือสำหรับการันตีความมั่งคั่งไม่ว่าเราจะอยู่หรือจากไป
โดย...ศิวัตม์ สิงหสุตกร
ประกันชีวิต เครื่องมือสำหรับการันตีความมั่งคั่งไม่ว่าเราจะอยู่หรือจากไป
จากตอนที่แล้วที่ผมได้พูดถึงเหตุผลและความเหมาะสมในการใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงไปแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เราจะมาเจาะลึกกันที่การทำประกันภัยประเภทต่างๆ เพื่อให้เข้าใจ ใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง และเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม โดยเริ่มจากประกันภัยประเภทแรกที่ผมจะขอยกมา คือ ประกันชีวิตนั่นเองครับ
พูดถึงประกันชีวิตแล้ว เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะนึกถึงเป็นอย่างแรก ก็ตอนที่ต้องวางแผนหาเครื่องมือในการลดหย่อนภาษี ทำให้การลดหย่อนภาษี กลายเป็นเป้าหมายหรือเหตุผลในการซื้อประกันชีวิตไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หน้าที่ของประกันชีวิต คือ มีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการการันตีความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรามีชีวิตอยู่ หรือตอนที่เราจากไปแล้วต่างหาก
การที่จะการันตีความมั่งคั่งของเรา หรือเงินที่เราจะได้ ว่าจะเป็นตอนที่เรามีชีวิตอยู่ หรือตอนที่เราจากไป ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันชีวิตเป็นหลัก ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ๆ 4 แบบย่อย คือ
1.ประเภทที่เน้นการคุ้มครองชีวิต ได้แก่
1.1 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา
1.2 ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ
ประเภทที่เน้นการคุ้มครองชีวิตนี้ จะเป็นประกันชีวิตประเภทที่การันตีเงินที่เราจะได้ตอนที่เราจากไป ว่าหลังจากที่เราเสียชีวิตไปแล้ว คนที่อยู่ข้างหลัง หรือคนที่เราเลี้ยงดู ที่เราจะยกผลประโยชน์ให้ จะได้รับเงินก้อนหนึ่งตามที่เรากำหนดไว้อย่างแน่นอน ซึ่งจะเหมาะกับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระเลี้ยงดูผู้อื่น หรือมีภาระหนี้สิน แล้วเป็นห่วงว่าหากเราจากไปกะทันหัน จะทำให้คนที่เราเลี้ยงดูอยู่เดือดร้อนจากภาระหนี้สิน หรือขาดที่พึ่งพาทางการเงิน เราจึงทำประกันชีวิตแบบเน้นคุ้มครองชีวิต เพื่อการันตีว่า หากเราจากไป คนที่เราเลี้ยงดูอยู่จะมีเงินไว้ใช้ปลดหนี้ หรือเลี้ยงดูตัวเองต่อไปได้อย่างแน่นอน โดยที่แบบชั่วระยะเวลา จะเป็นการคุ้มครองชีวิตเป็นช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี) ขณะที่แบบตลอดชีพ จะเป็นการคุ้มครองชีวิตจนถึงอายุ 90 หรือ 99 ปี และสัดส่วนของวงเงินคุ้มครองชีวิต (หรือที่เรียกว่า ทุนประกัน/จำนวนเงินเอาประกัน) เมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่ายไป จะสูงกว่าแบบที่เน้นการออม แต่อาจจะไม่มีผลตอบแทนให้ระหว่างที่มีชีวิต หรือถ้ามีก็จะน้อยกว่าแบบที่เน้นการออม จึงเหมาะกับทำเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต ปกป้องความเสี่ยงให้คนที่เราเลี้ยงดูอยู่เป็นหลัก
2.ประเภทที่เน้นการออม ได้แก่
1.1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
1.2 ประกันชีวิตแบบบำนาญ
ประเภทที่เน้นการออมนี้ จะเป็นประกันชีวิตประเภทที่การันตีเงินที่เราจะได้ ทั้งตอนที่เรามีชีวิตอยู่ และตอนที่เราจากไปแล้ว (แต่สัดส่วนความคุ้มครองชีวิตที่ได้ จะน้อยกว่าแบบที่เน้นการคุ้มครองชีวิต) ว่าเราจะได้จำนวนเงินที่ได้รับคืนมา พร้อมผลตอบแทนในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เป็นจำนวนเงินตามที่เราได้ทำประกันไว้อย่างแน่นอน โดยที่แบบสะสมทรัพย์ จะเป็นแบบที่เน้นออมเงินในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี) และเมื่อครบสัญญาจะได้เงินคืนเป็นเงินก้อนใหญ่ ขณะที่แบบบำนาญจะเน้นการออมระยะยาว และจะได้เงินคืนเป็นจำนวนที่เท่ากันในทุกๆ ปี หลังเกษียณ (อายุ 55, 60 หรือ 65 ปี) เป็นต้นไป จนถึงอายุตามที่แบบประกันแต่ละแบบกำหนด (เช่น 85 ปี หรือ 90 ปี) จึงเหมาะกับคนที่ต้องการออมเงินแบบปลอดความเสี่ยง ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน พร้อมๆ กับได้รับการคุ้มครองชีวิตในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีประกันชีวิตแบบ อื่นๆ ที่อาจจะไม่เข้าพวกกับ 2 ประเภทนี้ คือ ประกันชีวิตแบบผู้สูงวัย ซึ่งคนที่จะทำได้ต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีแล้วเท่านั้น และประกันชีวิตแบบควบการลงทุน ซึ่งจะการันตีเฉพาะเงินคุ้มครองชีวิตที่จะได้เมื่อเราเสียชีวิต แต่ไม่การันตีผลตอบแทน โดยจะให้เราเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการเลือกลงทุน เพื่อรับผลตอบแทนผ่านกองทุนรวมที่บริษัทประกันชีวิตเลือกมาให้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็จะมีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสมในการเลือกใช้งานต่างกันออกไป
ประกันชีวิตนั้นมีประโยชน์หลากหลายด้าน โดยเน้นที่คุ้มครองความเสี่ยงของเงินที่จะได้เป็นหลัก ทั้งตอนมีชีวิตอยู่และตอนที่เราจากไปแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับทั้งตัวเราเองและผู้ที่เราเลี้ยงดูอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ที่มีอะไรมากไปกว่าแค่การลดหย่อนภาษีอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาเลือกทำประกันชีวิตให้เหมาะสม เน้นที่ผลประโยชน์ที่แท้จริงของตัวประกันชีวิต อย่ามองแค่เรื่องของการลดหย่อนภาษีนะครับ







