
แม่ทัพใหม่ อสมท ตั้งเป้าคืนสู่ท็อปไฟว์
หลังจากสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ อสมท มาพักใหญ่ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ อสมท มาพักใหญ่ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อสมท คนใหม่ต่อจาก ศิวะพร ชมสุวรรณ ก็ไม่ใช่ใครอื่นนั่นก็คือ เขมทัตต์ พลเดช ลูกหม้อที่เคยร่วมงานกับ อสมท มาแล้วในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการตลาด ในสมัยที่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นั่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท
การกลับมาครั้งนี้ของเขมทัตต์ มีแผนที่จะนำ อสมท กลับมาผงาดในระดับท็อป 5 อีกครั้ง หลังจากเรตติ้งช่องทีวีดิจิทัลของ อสมท ทั่วประเทศถอยไปอยู่ในอันดับ 10-11 แล้วในเวลานี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เขมทัตต์ มีแผนที่จะยกเครื่องช่องทีวีดิจิทัลของ อสมท ครั้งใหญ่ เพื่อกลับมามีอันดับเรตติ้งติดอันดับ 1 ใน 5 อีกครั้ง
ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย.นี้ เขมทัตต์เตรียมที่จะเสนอแผนธุรกิจเข้าที่ประชุมผู้บริหาร โดยเนื้อหาของแผนงานที่จะนำเสนอเบื้องต้นจะเข้ามาพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และแก้ไขปัญหาการลดลงของรายได้
“ช่องทีวีของ อสมท 2 ช่อง คือ ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 และ MCOT Family ช่อง 14 จะต้องมีการปรับโพสิชั่นใหม่ โดยในส่วนของช่อง 9 MCOT HD จะปรับให้มีความแอ็กทีฟ สดใสขึ้น พร้อมกับปรับคอนเทนต์ภาพรวมให้ผู้ชมได้ “รู้ก่อนใคร ลึกกว่าใคร และสนุกกว่าเดิม” เพื่อเรียกเรตติ้งให้กลับมาอยู่ในอันดับ 7-8 ได้” เขมทัตต์ กล่าว
ขณะที่ช่อง MCOT Family ช่อง 14 จะต้องมีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อให้มีเรตติ้งเพิ่มขึ้นและมีรายได้เข้ามา เพราะหลังจากพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไขใบอนุญาตแล้ว พบว่าไม่จำเป็นต้องเน้นรายการสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนที่จะนำคอนเทนต์สาระและความรู้อื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมด้วย เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาในการปรับโพสิชั่นใหม่ประมาณ 2-3 เดือน หลังจากนั้นคาดว่าจะเริ่มเห็นผลภายในปลายปี 2560 นี้ หรือต้นปี 2561
เขมทัตต์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเรตติ้ง ซึ่งขณะนี้ช่อง 9 MCOT HD อยู่ในอันดับ 10-11 ทั้งที่ผ่านมายังไม่ได้ปรับรายการมากนัก เชื่อว่าหลังจากปรับโพสิชั่นใหม่จะสามารถกลับมาติดท็อปของกลุ่มทีวีดิจิทัลได้ไม่ยาก เนื่องจากอันดับที่ 6-10 มีเรตติ้งห่างกันเพียงนิดเดียว ขณะที่ช่องทีวีอะนาล็อกเดิมอย่างช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 และช่อง 9 ไม่สามารถทำเซ็กเมนต์ได้อย่างโทรทัศน์ดิจิทัลช่องใหม่ เพราะช่องเหล่านั้นมีพื้นฐานจากโปรดักชั่นเฮาส์ หากช่อง 9 ทำ เท่ากับเป็นการลดลงไปแข่งขันกับคู่แข่งดังกล่าว
ดังนั้น นับจากนี้ อสมท จึงจะต้องชูจุดเด่นไปที่ความหลากหลายของเนื้อหาที่นำเสนอ ไปพร้อมกับการสนับสนุนนโยบายของรัฐ ซึ่งประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเหตุนี้ อสมท จึงต้องทำหน้าที่สื่อในการช่วยสร้างความเข้าใจกับสังคมต่อนโยบายของรัฐบาล ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของข่าวเท่านั้น แต่อาจเป็นรูปแบบวาไรตี้ หรือควิซโชว์
สำหรับการหารายได้ของ อสมท นับจากนี้จะมาจาก 2 ทาง ได้แก่ ธุรกิจบรอดแคสต์ ซึ่งรายการโทรทัศน์มีต้นทุนในการผลิต จึงต้องพิจารณารายการที่มีเรตติ้งและสร้างรายได้ในอนาคต และธุรกิจนัน-บรอดแคสต์ ซึ่งเป็นไดเรกชั่นใหม่ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ อสมท มีอยู่ เช่น คลื่นความถี่ ที่ดิน ธุรกิจดิจิทัลมีเดีย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นของมีมูลค่าที่ยังไม่ได้หยิบมาใช้
การกลับมาเป็นแม่ทัพของเขมทัตต์ในครั้งนี้จะพา อสมท กลับไปสู่ยุคเฟื่องฟูได้อีกครั้งหรือไม่ คงต้องรอพิสูจน์ฝีมือและแผนการตลาดที่กำลังจะคลอดออกมาในเร็วๆ นี้







