
ผวาแขวนหนี้50%เจอคุก
โพสต์ทูเดย์ — ธ.ก.ส.ร่อนหนังสือถาม ธปท. หวั่นผู้บริหารมีความผิดกรณีปรับโครงสร้างหนี้ใหม่หลังเสนอให้แขวนหนี้ลูกหนี้ปกติ 50%
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้ทำหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นการเปลี่ยนวิธีการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของ ธ.ก.ส. ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6.1 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 67 หมื่นล้านบาท หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2553 มีมติให้แขวนหนี้ 50% ไว้จนกว่าลูกหนี้จะสามารถชำระหนี้ก้อนแรก 50% ได้ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับธนาคาร
นอกจากนั้น ธ.ก.ส.ยังได้สอบถามถึงมติ ครม.กรณีการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จำนวน 5.2 หมื่นราย ซึ่งมีปัญหาว่า ธ.ก.ส.สามารถลดหนี้ 50% ให้กับลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์คุ้มมูลหนี้ หรือเกินกว่ามูลหนี้หรือไม่ และผู้บริหารที่อนุมัติจะมีความผิดหรือไม่ เนื่องจากตามกฎกระทรวงฉบับที่ 186 พ.ศ. 2534 ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ระบุว่าลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงกว่ามูลหนี้ที่ได้รับการพักชำระ จะได้รับยกเว้นกรณีลูกหนี้ถึงแก่ความตาย สาบสูญหรือเลิกกิจการ เป็นต้น จึงจะสามารถจำหน่ายเป็นหนี้สูญได้
“
ลูกหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลปกติก็เป็นกลุ่มที่ ธ.ก.ส. ต้องดูแลเช่นกัน เพราะการที่ธนาคารช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้ว ก็ต้องหาทางช่วยลูกหนี้อื่นด้วย มิฉะนั้นลูกหนี้พวกนี้ก็อาจจะอยากเป็นหนี้เสียเหมือนๆ กันบ้าง แต่หากทาง ธปท. หรือกฤษฎีกา เห็นว่าทำไม่ได้ ก็ต้องยกเลิกเรื่องนี้ไป” นายเอ็นนู กล่าวสำหรับรูปแบบการปรับโครงสร้าง หนี้ใหม่ของ ธ.ก.ส. แบ่งกลุ่มลูกหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ เช่น กลุ่ม 1 คือกลุ่มที่มีรายได้สุทธิมากกว่า 50% ชำระต้นเงินส่วนแรก 50% ภายในระยะเวลา 5 ปี คิดดอกเบี้ย 3% ที่เหลืออีก 50% ชำระเมื่อจ่ายหนี้ 50% แรกแล้วเสร็จ
กลุ่ม 2 ชำระต้นเงินส่วนแรก 50% ภายในระยะเวลา 10 ปี คิดดอกเบี้ย 3.25% กลุ่ม 3 ชำระต้นเงินส่วนแรก 50% ภายในระยะเวลา 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 3.50% โดยส่วนที่เหลืออีก 50% จะนำมาพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือโดยยึดแนวทางความถูกต้องและยุติธรรมต่อไป
กลุ่ม 4 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำหรือเป็นภาระหนัก หากเกษตรกรมีที่ดินหรือหลักทรัพย์จะพิจารณาตีหลักทรัพย์ใช้หนี้และตัดหนี้สูญให้เป็นรายๆ ไป ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถเช่าที่ดินดังกล่าวทำกินต่อได้ รวมทั้งสามารถซื้อที่ดินกลับคืนได้ภายใน 5 ปี
ด้าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานกฤษฎีกาได้ตอบกลับมาแล้วว่า คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีอำนาจอนุมัติปรับโครงสร้างตามแนวทางที่กองทุนฟื้นฟูฯ กำหนดไว้ ธ.ก.ส. ควรเข้าร่วมโครงการนี้ทันที ตามที่ ครม.มีมติมีมติมาก่อนหน้านี้ "ธ.ก.ส.ไม่ควรอ้างเหตุผลใดๆ อีกแล้วเพราะจะทำให้โครงการปรับโครงสร้างหนี้ต้องล่าช้าไปอีก ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศนโยบายมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่สำคัญโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร" พล.ต.สนั่นกล่าวและว่าส่วนกรณีที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า จะให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 4.8 แสนราย วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนั้น ตนไม่ทราบ แต่หากจะดำเนินการต้องหารือกันก่อน เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น







