posttoday
มีโอกาสทดสอบ 912 หรือต่ำกว่า..ค่าเงินบาทกำหนดทิศทาง

มีโอกาสทดสอบ 912 หรือต่ำกว่า..ค่าเงินบาทกำหนดทิศทาง

09 กันยายน 2553

....พงศ์ภัทร ศิริพิพัฒน์

ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวผันผวนขึ้นและลงแรง โดยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ตลาดกังวลกันว่าจะแย่กลับออกมาดีกว่าที่คาด ส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้น ตัวเลขสำรวจภาคการผลิตสหรัฐดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ในขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรก็ออกมาดีลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้โดยรวมตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกมีช่วงปรับตัวขึ้นได้ในปลายสัปดาห์ ในขณะที่ตลาดหุ้นทางฝั่งเอเชียเริ่มมีแรงเทขายออกมาในวันอังคาร หลังจากที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าและข้อมูลยอดคำสั่งซื้อสินค้าโรงงานของเยอรมนีออกมาแย่กว่าที่คาด และข่าวการเพิ่มทุนของธนาคารในเยอรมนีที่อาจจะสูงถึง 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเทียบยูโร และเป็นผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่า ซึ่งการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคไม่ใช่เรื่องที่แปลก เนื่องจากแข็งค่ามาต่อเนื่องในช่วงเวลากว่า 1 เดือน ส่งผลให้โดยรวมตลาดหุ้นได้รับแรงส่งเชิงลบจากปัจจัยจิตวิทยาของค่าเงินที่อ่อนค่าและกังวลว่าในระยะสั้นจะมีเม็ดเงินไหลออกบ้าง ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มมียอดขายสุทธิเป็นวันแรก 509 ล้านบาท ในวันอังคาร ส่วนนักลงทุนสถาบันขายสุทธิออกมาหนาแน่น 1,5001,700 ล้านบาท ต่อเนื่อง 2 วันทำการแล้ว

ทิศทางในสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้นักลงทุนติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดต่อ โดยการพักฐานในช่วงที่ผ่านมา เกิดขึ้นพร้อมกับการอ่อนค่าของค่าเงินบาทแทบทุกครั้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับตัวขึ้นของตลาดในรอบนี้มาจากการเก็งกำไรค่าเงินเป็นหลัก และตลาดหุ้นทำหน้าที่เป็นที่พักเงินของเงินทุนที่ไหลเข้า ทำให้ปัจจัยที่ตลาดจับตาในรอบนี้ยังคงอยู่ที่

1.ค่าเงินเอเชียและค่าเงินบาท จะสังเกตได้ว่าในช่วง 12 วันที่ผ่านมา ค่าเงินในภูมิภาคเริ่มกลับมาอ่อนค่าบ้างหลังจากแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องกว่า 3% นับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. ในขณะที่วันอังคารค่าเงินวอน ค่าเงินรูเปียห์และค่าเงินเปโซล้วนอ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลเชิงจิตวิทยาให้ตลาดผันผวนได้ จากความกังวลเรื่องแนวโน้มเงินทุนไหลออก ซึ่งเรามองว่าอาจจะมีโอกาสชะลอการแข็งค่าบ้างในช่วงสั้น แต่ทิศทางในระยะกลางยาวเรายังเชื่อว่าค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่า จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยฝั่งตะวันตกและฝั่งเอเชียที่มีส่วนต่างกันค่อนข้างมากถึง 3% (เรามองดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 3.25% และเฟดที่ 0.2% ในปีหน้า) ทำให้ตลาดหุ้นในช่วงสั้นเป็นการพักฐานในขณะที่ระยะกลางยาวยังดี

2.ข้อมูลทางด้านฝั่งสหรัฐ โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้มีการประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องติดตามว่าตลาดจะตอบสนองเชิงบวกหรือไม่ เนื่องจากตลาดอาจจะตีความว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังแย่และไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จึงต้องมีการประกาศนโยบายดังกล่าวออกมา ในขณะที่ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนกังวลว่าตัวเลขที่ดีนั้นอาจจะเป็นเพียงเดือนเดียว ซึ่งอาจจะส่งผลให้ข้อมูลในช่วงต่อจากนี้อาจจะเริ่มแย่ลงได้

ทางด้านเทคนิคตลาดเกิดสัญญาณเตือนทางเทคนิค หลังจากที่อยู่ในเขตซื้อมากเกินไปมาต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีแรงเทขายให้ปรับตัวลง โดยคาดว่าทิศทางในช่วงสั้นตลาดมีโอกาสปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับที่บริเวณ 912 จุด หากหลุดที่บริเวณดังกล่าวจะเป็นสัญญาณลบถึงการปรับฐานนาน

ในขณะที่ปัจจัยบวกที่จะทำให้ตลาดกลับมาปรับตัวขึ้นยังคงเป็นการประกาศมาตรการช่วยเหลือทางการเงินสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศทำ QE เพิ่ม หรือมาตรการอื่นๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินตลาดทุนโลกสูงขึ้น และส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ทางการเงินโดยตรง หากมีการกำหนดมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมที่จะดำเนินการจริง เชื่อว่าจะทำให้สินทรัพย์ทางการเงินกลับมาปรับตัวขึ้นอีก แต่อย่างไรก็ตามในช่วงสั้นนี้เชื่อว่าจะยังไม่มีการทำ QE เพิ่มเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาดี ทำให้เชื่อว่าในช่วงสั้นยังไม่มีการออกนโยบายทางการเงินใหม่ๆ ออกมา

จากภาพใหญ่ข้างต้นที่เชื่อว่าการปรับฐานในหุ้นเอเชียตลอดจนถึงหุ้นไทยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากสหรัฐยังไม่ออกนโยบายช่วยเหลือทางการเงินใหม่ๆ ออกมา (ซึ่งเราเชื่อว่ายังไม่ออกมาตรการทางการเงินใหม่ๆ ออกมา นอกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นในภาคเศรษฐกิจแท้จริง ซึ่งตลาดหุ้นอาจจะได้ประโยชน์ช้ากว่าการทำ QE ที่มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในตลาดโดยตรง) กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนรอการปรับฐานลงมาที่บริเวณ 912 จุด โดยให้จับตาค่าเงินบาทประกอบการตัดสินใจ หากสามารถยืนเหนือ 912 จุดได้จึงแนะนำให้ทยอยกลับมาซื้อหุ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน