
ตลท.ลั่นหุ้นแรงยังไม่น่ากลัว
ตลท.ยันตลาดหุ้นไทยไม่เข้าสู่ภาวะฟองสบู่หลังทำสถิติแหลกลาญ ดัชนีหุ้นพุ่งแรงสุดในเอเชีย มาร์เก็ตแคป ส.ค.มากสุดตั้งแต่เกิดตลาด รายย่อยเทรดสนั่น 68%
ตลท.ยันตลาดหุ้นไทยไม่เข้าสู่ภาวะฟองสบู่หลังทำสถิติแหลกลาญ ดัชนีหุ้นพุ่งแรงสุดในเอเชีย มาร์เก็ตแคป ส.ค.มากสุดตั้งแต่เกิดตลาด รายย่อยเทรดสนั่น 68%
นายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าตลาดหุ้นไทยขณะนี้ไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากจนถึงขั้นเกิดภาวะฟองสบู่ แม้ว่าดัชนีหุ้นในเดือน ส.ค. ปิดที่ 913.19 จุด เพิ่มขึ้น 24.32% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2552 นับเป็นการโตสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 7.42 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.70% จากเดือนก่อน และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ปี 2517
นอกจากนี้ ในแง่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 36,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.84% จากเดือนก่อน และถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2547
“ยอมรับว่าปริมาณการซื้อขายเป็นเครื่องชี้ตัวหนึ่งว่าตลาดหุ้นเกิดฟองสบู่ แต่ไม่ใช่เพียงตัวเดียว ต้องดูอัตราส่วนราคาเทียบกับกำไรสุทธิ (พี/อี) ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 14.1 เท่า และพี/อีล่วงหน้าอยู่ที่ 13.17 เท่า ยังต่ำเมื่อเทียบพี/อีเฉลี่ยในภูมิภาค และเทียบกับค่าพี/อีเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 15.68 เท่า และเมื่อเทียบกับช่วงดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด มีค่าพี/อีระดับ 20 เท่า ดังนั้น ยังไม่มีความเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น เพราะตัวผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)รองรับ” นายยรรยง กล่าว
สำหรับภาวะเงินบาทแข็งมีหลายคนเป็นห่วงว่าปัจจัยหลักมาจากเงินทุนไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้น แต่โดยรวมแล้วไหลเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากกว่านับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้เป็นเงินจำนวน 9.8 หมื่นล้านบาท เทียบกับตลาดหุ้นมียอดซื้อสุทธิ 5,300 ล้านบาท
นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในเดือน ส.ค. มีสัดส่วน 14.6% เทียบกับผู้ลงทุนรายบุคคลมีสัดส่วนสูงถึง 68.19% ของมูลค่าการซื้อขายรวม และสัดส่วนการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มมาอยู่ที่ 26.4% ในเดือน ก.ค. สูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตในปี 2543
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายบุคคลยังคงสนใจลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก ทำให้สัดส่วนการลงทุนหุ้นที่ไม่อยู่ใน SET50 ปรับตัวขึ้นเป็น 43.73% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 35.69%
นายยรรยง กล่าวอีกว่า เงินบาทน่าจะยังมิทิศทางแข็งค่า และทุนต่างชาติไหลเข้ามา จึงอยากให้ทางรัฐบาลหรือภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนอาศัยภาวะทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาให้เป็นประโยชน์ เพื่อจะได้สร้างความสมดุลของค่าเงิน และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต จึงเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจดทะเบียนน่าจะมีการเพิ่มทุนมากขึ้นอีกด้วย
นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงพักหายใจหลังจากปรับตัวขึ้นแรงถึง 27% นับตั้งแต่ต้นปีทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากที่สุดในตลาดหุ้นภูมิภาคยกเว้นญี่ปุ่น
“ดัชนีหุ้นที่อ่อนตัวลงขณะนี้เชื่อว่าจะเป็นการปรับฐานมากกว่าเปลี่ยนทิศทาง จึงแนะนำให้ซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศเป็นหลัก”
ขณะที่ซิตี้กรุ๊ปออกบทวิเคราะห์ถึงกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกยังให้น้ำหนักหุ้นเอเชียมากกว่าตลาด
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 8 ก.ย. ปรับตัวลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน ระหว่างวันร่วงลงกว่า 8 จุด ก่อนดีดมาปิดที่ 923.88 บาท ลดลง 0.01 จุด โดยต่างชาติขายต่อ 949 ล้านบาท และสถาบันทิ้งซ้ำ 1,411 ล้านบาท หุ้นปตท.(PTT) ลงต่อ







