
ทีดีอาร์ไอจี้ไทยใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอเต็มที่
ทีดีอาร์ไอชี้การใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอของไทยกับประเทศคู่ค้ายังไม่เต็มที่ ทำประโยชน์หายไปรวมเกือบ 8 หมื่นล้านบาท กระตุ้นผุ้ประกอบการเข้าใช้สิทธิทั้งด้านภาษีและความร่วมมือ
ทีดีอาร์ไอชี้การใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอของไทยกับประเทศคู่ค้ายังไม่เต็มที่ ทำประโยชน์หายไปรวมเกือบ 8 หมื่นล้านบาท กระตุ้นผุ้ประกอบการเข้าใช้สิทธิทั้งด้านภาษีและความร่วมมือ
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “การเก็บเกี่ยวประโยชน์จากความตกลงดารค้าเสรีฉบับต่างๆ : โอกาสหมื่นล้านของผู้ประกอบการไทย” ว่า ในปี 2552 การส่งออกของไทยได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีจากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่มีผลบังคับบใช้แล้วจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปป้า) ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และโครงการเก็บเกี่ยวล่วงหน้าภายใต้กรอบความคกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย (TIFTA) รวมจำนวน 7.2 หมื่นล้านบาท โดยมีอัตราการใช้สิทธิอยู่ที่ 51.51% ซึ่งภาษีที่ประหยัดได้ส่วนใหญ่มาจากความตกลงอาฟตามากที่สุด
ขณะที่ภาคการนำเข้าสามารถประหยัดภาษีได้รวม 3.3 หมื่นล้านบาท มีอัตราการใช้สิทธิที่ระดับ 37% หากผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์เต็ม 100% จะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการหยัดภาษีเพิ่มขึ้นในภาคการส่งออกที่ระดับ 1.31 แสนล้านบาท และการนำเข้า 5.3 หมื่นล้านบาท ถือว่าทั้งภาคส่งออกและนำเข้า มีเงินประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และ 2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับที่ยังไม่มีใครมาใช้ประโยชน์
ทั้งนี้ การเพิ่มอัตราการใช้สิทธิให้เต็ม 100% จะทำให้การส่งออกยานยนต์ อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นมากว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนการนำเข้าหากมีการใช้สิทธิประโยชน์เต็มที่อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2,000 ล้านบาท
สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอ ได้แก่ 1. ปัญหาและอุปสรรจาการเจรจาความตกลง เช่น สินค้าอยู่นอกรายการลดภาษีหรืออยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหว สินค้าได้รับสิทธิประโยชน์ถูกจำกัดโควตา สินค้าได้รับแต้มต่อไม่จูงใจพอ ผู้ประกอบการไม่อยากเข้ามาใช้ ซึ่งกระทรวงพาณิชน์ควรจะเจรจาให้เกิดแต้มต่อตั้งแต่ระดับ 5% ขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นระดับที่จูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาสิทธิประโยชน์ฟ สินค้าไม่ผ่านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น
2. ปัญหาและอุปสรรคจาการดำเนินการตามความตกลง เช่น ผู้ประกอบการขาดความตะหนักถึงประโยชน์ที่ควรจะได้รับ ผู้ประกอบการขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ ผู้ประกอบการเข้าใจผิดหรือเกิดความสับสน ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่สำคัญ หน่วยงานรัฐไม่สามารถดำเนินการออกกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้ความตกลงได้ เป็นต้น 3.ปัญหาและอุปสรรคอื่นๆ เช่น ผู้ประกอยการยังแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งไม่ได้แม้จะได้รับการลดภาษีแล้ว
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องืทั้งภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันแก้ปัยหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากเอฟทีเอ ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วสูงที่สุด” นายสมเกียรติ กล่าว







