
เพื่อคน รุ่นต่อไป
เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมมีโอกาสได้สนทนากับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นที่มาเยี่ยมออฟฟิศ
โดย...ชัชวาล สังคีตตระการ
เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมมีโอกาสได้สนทนากับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นที่มาเยี่ยมออฟฟิศ เราพูดคุยกันถึงงานวิจัยต่างๆ ด้านการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึก (Sentiment Analysis) ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้คอมพิวเตอร์เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ เมื่อเราพูดถึง Sentiment Analysis ก็คือ ศาสตร์วิชาแขนงหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้การทำเหมืองข้อความ (Text Ming) และการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) ตามลำดับ การทำเหมืองในที่นี้เป็นศัพท์ทางวิชาการ ซึ่งก็คือการวิเคราะห์นั่นเองครับ
เป็นที่สังเกตอย่างหนึ่งว่า การวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกที่ว่านี้ ก็คือ การพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของคนที่แสดงออกมาผ่านทางข้อมูลที่เป็นข้อความตัวหนังสือ และด้วยประเด็นนี้เองทำให้เกิดคำถามระหว่างการสนทนาขึ้นมาว่า เราพยายามสร้างเครื่องมือทางคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อรับรู้ความรู้สึกของคนจากตัวหนังสือ ในขณะที่คนเรานั้นใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการรับรู้และเกิดความรู้สึก ได้แก่ การมองเห็น การได้กลิ่น การรับรส การฟังเสียง และการสัมผัส
นั่นหมายความว่า Sentiment Analysis เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของการวิเคราะห์ความรู้สึกที่มาจากการมองเห็นข้อความเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่รับรู้ได้ด้วยการมองเห็น ยังมีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว สีหน้า ท่าทาง อีกมากมายที่เทคนิคหรือเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ หรือแม้กระทั่งเสียง ซึ่งก็คือการรับรู้ด้วยการฟัง แม้พยายามทำความเข้าใจ ก็ทำได้เพียงระบุว่ามันคืออะไร แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า มันรู้สึกอย่างไร แล้วการรับรู้ด้านอื่นๆ ที่เหลือ คือ การสัมผัส การรับรส การได้กลิ่น เราต้องสร้างเครื่องมือ สร้างเทคโนโลยีอย่างไรเพื่อให้เข้าใจความรู้สึกที่จะส่งผ่านทางช่องทางเหล่านั้นได้
คำถามเหล่านี้สะกิดใจและกระตุ้นต่อมความคิดของผม แม้เราจะพอเข้าใจได้ถึงข้อจำกัดและความยากลำบาก ว่าในการทำวิจัยและพัฒนาให้ได้แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดยั้งหรือปิดกั้นการคิดค้นต่อไป ในอนาคตข้อมูลที่เราโพสต์ในโซเชียลมีเดีย อาจไม่ได้มีแค่ตัวหนังสือ ภาพ วิดีโอ และเสียง แต่อาจจะมีทั้งกลิ่น รส รูปร่างทางกายภาพให้สัมผัส การสั่งซื้อน้ำหอมผ่านช่องทางออนไลน์ อาจมีตัวอย่างกลิ่นให้เราลองดม หรือสั่งอาหารก็มีให้ลองชิมผ่านทางเว็บไซต์ก่อน
หากมองย้อนกลับไป การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (Human-Computer Communication) ก็มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เมื่อก่อนเราสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ผ่านทางคีย์บอร์ดและเมาส์ พอเริ่มมีระบบสัมผัส (Touch Screen) เราเลิกใช้เมาส์และคีย์บอร์ด เปลี่ยนมาเป็นการกดปุ่มและสัมผัสสั่งงานโดยตรงผ่านหน้าจอ นอกจากนั้นก็เริ่มเห็นการสั่งงานด้วยเสียง จนกระทั่งมีการสั่งงานผ่านท่าทางต่างๆ (Gesture) เหมือนในปัจจุบัน
เคยสังเกตกันไหมครับ เวลาไปเดินห้างแล้วต้องการใช้งานตู้ Kiosk หากเป็นคนรุ่นก่อนก็จะมองหา เมาส์ คีย์บอร์ด เพื่อจะสื่อสารกับตู้นี้ คนรุ่นถัดมาจะพยายามกดๆ แตะๆ ที่หน้าจอ เพื่อหาปุ่มที่อาจจะซ่อนอยู่ในระบบ แต่ถ้าเป็นเด็กยุคนี้ จะเอามือปัดซ้ายขวาขึ้นลงที่หน้าจอ เพราะคิดว่าอะไรที่เป็นหน้าจอมันจะตอบสนองต่อท่าทางต่างๆ เหมือนที่เขาเคยใช้กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่บ้านมาทั้งชีวิตนั่นเอง นี่คือ การรับรู้ของคนต่างรุ่นต่างวัยครับ
งานวิจัยจึงไม่ควรมองแต่เพียงการแก้ปัญหาในโลกปัจจุบัน แต่ต้องมองยาวไปถึงอนาคต มองว่าคนในรุ่นถัดไป (Next Generation) จะเป็นอย่างไร ปัญหาใน 20-30 ปีข้างหน้าคืออะไร เช่น ปัญหาโลกร้อน ปัญหาโครงสร้างประชากร เหมือนที่บรรพบุรุษทำให้เราสบายอยู่ปัจจุบันนี้







