
เอทีเอ็มไวท์ลาเบล ยังต้องรอแบงก์ตกผลึก
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์แนวคิดเอทีเอ็มไร้แบรนด์ หรือ ไวท์ลาเบล (White Label) ที่สมาคมธนาคารไทย กำลังศึกษารูปแบบการใช้ทรัพยากรเครื่องเอทีเอ็มร่วมกัน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดำเนินการ เพราะแต่ละธนาคารที่เกี่ยวข้องยังมีมุมมองที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีการลงทุนติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มจำนวนมากเพื่อบริการลูกค้า อาจจะต้องคิดพิจารณาเรื่องนี้มากกว่าธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2560 ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง มีเครื่องเอทีเอ็มเฉลี่ยแห่งละ 10,733 เครื่อง ถือเป็นสัดส่วนสูงมาก เมื่อเทียบกับธนาคารขนาดกลาง 3 แห่ง ที่มีเครื่องเอทีเอ็มเฉลี่ยแห่งละ 3,732 เครื่อง และธนาคารขนาดเล็ก 7 แห่ง ที่มีเอทีเอ็มเฉลี่ย 140 เครื่องฉะนั้นการเฉลี่ยเครื่องเอทีเอ็มในระบบเพื่อนำมาทำเป็น ไวท์ลาเบล จึงกระทบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มากที่สุด เพราะเหตุว่าที่ผ่านมามีการใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลในการวางทรัพยากรเอทีเอ็มให้ครอบคลุมพื้นที่บริการนอกจากนี้ เครื่องเอทีเอ็มในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการทำธุรกรรมกดเงินสด หรือโอนเงิน จ่ายเงิน เท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางกา
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
แนวคิดเอทีเอ็มไร้แบรนด์ หรือ ไวท์ลาเบล (White Label) ที่สมาคมธนาคารไทย กำลังศึกษารูปแบบการใช้ทรัพยากรเครื่องเอทีเอ็มร่วมกัน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดำเนินการ เพราะแต่ละธนาคารที่เกี่ยวข้องยังมีมุมมองที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีการลงทุนติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มจำนวนมากเพื่อบริการลูกค้า อาจจะต้องคิดพิจารณาเรื่องนี้มากกว่าธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก
ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2560 ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง มีเครื่องเอทีเอ็มเฉลี่ยแห่งละ 10,733 เครื่อง ถือเป็นสัดส่วนสูงมาก เมื่อเทียบกับธนาคารขนาดกลาง 3 แห่ง ที่มีเครื่องเอทีเอ็มเฉลี่ยแห่งละ 3,732 เครื่อง และธนาคารขนาดเล็ก 7 แห่ง ที่มีเอทีเอ็มเฉลี่ย 140 เครื่อง
ฉะนั้นการเฉลี่ยเครื่องเอทีเอ็มในระบบเพื่อนำมาทำเป็น ไวท์ลาเบล จึงกระทบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มากที่สุด เพราะเหตุว่าที่ผ่านมามีการใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลในการวางทรัพยากรเอทีเอ็มให้ครอบคลุมพื้นที่บริการ
นอกจากนี้ เครื่องเอทีเอ็มในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการทำธุรกรรมกดเงินสด หรือโอนเงิน จ่ายเงิน เท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางการทำตลาดและโฆษณาประชาสัมพันธ์ของธนาคาร ที่ทรงระสิทธิภาพช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง โดยมีต้นทุนการตลาดต่ำมากเทียบกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออื่น
พรรณพร คงยิ่งยง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคลและเครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เอทีเอ็มมีประโยชน์ทางการตลาดสำหรับธนาคารอย่างมาก ที่เห็นอย่างแรก คือ สีของเครื่องเอทีเอ็มแต่ละแบงก์ ที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่า สีไหนของธนาคารอะไร และยังมีหน้าจอที่สามารถฉายแคมเปญการตลาดเข้าถึงลูกค้าที่ใช้บริการทันที ซึ่งแต่ละแบงก์ต่างลงทุนเอทีเอ็มด้วยตัวเองทั้งสิ้น
ส่วนมุมมองของหลายคนที่รู้สึกว่า เครื่องเอทีเอ็มที่เรียงรายหลายสีบางพื้นที่ไม่สมเหตุสมผลนั้น พรรณพร บอกว่าต้องมองอีกด้านหนึ่งว่า บางแห่งที่เห็นเครื่องเอทีเอ็มตั้งอยู่จำนวนมากเพราะมีปริมาณคนหนาแน่นและมีธุรกรรมที่ต้องทำจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีหลายเครื่อง ซึ่งในอนาคตหากเป็นไวท์ลาเบลจำนวนเครื่องอาจไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้
“ถ้าพื้นที่นั้นไม่มีปริมาณธุรกรรมมากคงไม่มีตู้เอทีเอ็มไปเรียงเยอะ อาจจะมีเพียง 1-2 ตู้ก็พอ แต่พอมีปริมาณธุรกรรมเยอะแต่ละธนาคารก็ขอตั้งด้วยเพื่อแบ่งสัดส่วน นอกจากนี้ เอทีเอ็ม 1 ตู้ มีขีดจำกัดปริมาณการทำธุรกรรมอยู่ ถ้าเป็นพื้นที่ธุรกรรมเยอะวางแค่ตู้เดียวจะมีปัญหาแน่นอน” พรรณพร กล่าว
สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ ปัจจุบันมีเครื่องเอทีเอ็มประมาณ 9,000-1 หมื่นเครื่อง เป็นปริมาณที่เพียงพอแล้วสำหรับการให้บริการลูกค้า ทำให้การลงทุนด้านเอทีเอ็มจากนี้คงเป็นเรื่องการเปลี่ยนเครื่องเดิมที่หมดอายุตามการใช้งาน ที่อาจจะลงทุนเองหรืออาจรอแนวคิดไวท์ลาเบลเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ดี ธนาคารเห็นด้วยในหลักการของการใช้ทรัพยากรเอทีเอ็มร่วมกัน แต่ต้องหาโมเดลที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายสมดังความตั้งใจในการร่วมมือกันประหยัดการลงทุนของสถาบันการเงินและของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หากมีเอทีเอ็ม 1 เครื่องแล้วทุกคนใช้ร่วมกันก็เป็นเรื่องดี และยังลดต้นทุนการขนส่งเงินด้วย ส่วนการโฆษณาให้เป็นสีสันก็ไม่จำเป็นต้องมี
ทั้งนี้ จากการศึกษารูปแบบเอทีเอ็มไวท์ลาเบลสามารถเกิดขึ้นในบางประเทศได้ เพราะมีพื้นฐานไม่เหมือนกับไทย เช่น ที่อินเดียมีจำนวนเครื่องไม่มากเพราะต้นทุนสูงเกินไปสำหรับแต่ละแบงก์ จึงมีการตั้งบริษัทกลางและร่วมมือกันลงทุน หรือที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเจริญแล้ว มีเครื่องเอทีเอ็ม 2 แบบ คือ เอทีเอ็มที่แต่ละธนาคารเป็นเจ้าของและเอทีเอ็มกลางที่ใช้ร่วมกัน โดยมีบริษัทเจ้าของเครื่องเป็นผู้ดูแลแล้วแบงก์ไปเช่า
“วันนี้เอทีเอ็มเป็นเครื่องมือทางการตลาด และสามารถทำได้หลายอย่าง อยากจะขายตั๋วยังทำได้เลยถ้าจะทำ แต่ก็มีเหตุผลว่าเราไม่ควรลงทุนตู้ไปมากกว่านี้แล้ว และแม้แบงก์ใหญ่จะนิ่ง แต่มีแบงก์เล็กอยากจะติดตั้งเพิ่มอีก เลยมีคำถามว่า ตกลงควรจะให้ตั้งมากกว่านี้ไหม หรือมีบางอย่างที่ร่วมแชร์กันได้คล้ายญี่ปุ่น ต้องศึกษาให้ดีแล้วค่อยมาตัดสินใจว่าโมเดลจะเป็นแบบไหน” พรรณพร กล่าว
ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ต้องใช้เวลาศึกษาก่อนว่าแนวคิดไวท์ลาเบลจะสร้างประโยชน์จริงหรือไม่ หรืออาจมีวิธีอื่นที่ทำให้เกิดความสะดวกและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ดีกว่า โดยอยู่ระหว่างการหารือในที่ประชุมสมาคมธนาคารไทย และให้บริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาอยู่
อย่างไรก็ดี จากการพูดคุยก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน เพราะบางธนาคารมีเอทีเอ็มของตัวเองและรู้สึกเพียงพอที่จะใช้เอง ส่วนธนาคารใดต้องการขยายก็ลงทุนวางไปตามความเหมาะสม ขณะที่ในมุมของทั้งระบบ จำนวนอาจเพียงพอแล้ว และน่าจะเริ่มมาใช้เอทีเอ็มร่วมกัน และกระจายทรัพยากรให้เกิดประโยชน์เพื่อสังคม แต่ยังไม่ตกผลึกจนได้ข้อสรุปร่วมกัน
สำหรับธนาคารกสิกรไทย เครื่องเอทีเอ็มมีความสำคัญมากกว่าสาขา เป็นช่องทางสำคัญในการให้บริการที่ลูกค้านิยมมาก การจะปรับเปลี่ยนจึงต้องคิดให้มาก ไม่อยากให้มองเพียงเครื่องเรียงกัน เพราะหากเอทีเอ็มไม่เพียงพอต้องเข้าคิวกันใช้ ก็จะกลายเป็นเห็นคนเรียงกันแทนเครื่องเรียงกัน ทำให้ผู้บริโภคติดขัดมากขึ้นหรือไม่
“ไม่อยากให้มองว่าแบงก์ใหญ่มีปัญหา เพราะแต่ละเหตุแต่ละผลแต่ละเรื่องต่างกัน การจะไปคิดและสรุปอย่างนั้นก็ไม่แฟร์” ปรีดี กล่าว
จากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เจ้าตลาดของเอทีเอ็ม เห็นได้ว่า ไม่ได้คัดค้านแนวคิดของ เอทีเอ็ม ไวท์ลาเบล เพียงแต่อยากเห็นความชัดเจนในโมเดลที่ดีกับทุกฝ่าย ซึ่งคงต้องรอผลการศึกษาอีกระยะ โดยแนวคิด ไวท์ลาเบล ยังอยู่ในขั้นตอนการริเริ่มของสมาคมธนาคารไทย ที่อยากเห็นประสิทธิภาพการลงทุนเครื่องเอทีเอ็มและกระจายให้ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด จากจำนวนเครื่องเอทีเอ็มในไทยที่มีกว่า 7 หมื่นเครื่อ'







