posttoday
ยึดต้นแบบเยอรมนี สร้างพลังงานสีเขียว

ยึดต้นแบบเยอรมนี สร้างพลังงานสีเขียว

08 กันยายน 2553

ทุกวันนี้ กระแสพลังงานสีเขียวในบ้านเรามีการขับเคลื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ภายใต้การนำขององค์กรรัฐ โดยพยายามศึกษาต้นแบบจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ในไทย แต่อนาคตจะไปไกลแค่ไหนยังต้องอาศัยเวลาอีกมากในการปรับตัว ที่สำคัญคือการดำเนินงานอย่างจริงจัง และต่อเนื่องขององค์กรรัฐ

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนที่ผลิตจากผู้ผลิตขนาดเล็กในเมืองไทย รัฐบาลเริ่มสนับสนุนให้เกิดขึ้นมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยให้หมู่บ้านแต่ละแห่งผลิตพลังงานใช้เองจากวัตถุดิบในพื้นที่ เช่น ที่ จ.พัทลุง รัฐเข้าไปสนับสนุนใช้ชาวบ้านนำขี้หมูมาผลิตพลังงานชีวมวล ต่อท่อส่งเป็นก๊าซหุงต้มไปตามบ้านให้ชาวบ้านใช้ฟรี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดปัญหากลิ่นขี้หมูรบกวน

เช่นเดียวกับที่หมู่บ้านในเชียงใหม่ก็มีขี้หมูผลิตพลังงาน ที่ลำพูน ผลิตไบโอดีเซล และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านพลังงานทดแทนเต็มรูปแบบ เนื่องจากรัฐเป็นผู้ลงทุนให้ ประชาชนจึงยังขาดการมีส่วนร่วม ไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ

จากการไปดูงานที่หมู่บ้านพลังงานชีวภาพยุนเดอ หมู่บ้านพลังงานชีวภาพแห่งแรกในประเทศเยอรมนี ที่มีเป้าหมายจะผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าจากชีวมวล แทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม โดยผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกันจากมูลสัตว์ และเศษวัสดุเหลือทิ้งของพืชผลต่างๆ ความร้อนที่ผลิตได้จะถูกส่งไปยัง 145 ครัวเรือน ผ่านเครือข่ายท่อส่งความร้อน ทำหน้าที่ผลิตน้ำร้อนสำหรับการอาบน้ำและห้องครัว

ไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าระบบไฟฟ้าสาธารณะ ผู้ประกอบการสายส่งไฟฟ้าจะรับซื้อไฟจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและประกันอัตรารับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำในรูปฟีดอินทารีฟส์ (Feedin tariffs) ในราคา 17 เซนต์ต่อกิโลวัตต์

โรงานผลิตพลังงานของหมู่บ้านนี้ดำเนินการโดยสหกรณ์ของหมู่บ้าน ใช้บุคลากรแค่ 2 คน ดูแลโรงผลิต คือ งานด้านโลจิสติกส์และด้านธุรการ โรงงานผลิตก๊าซชีวภาพสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 5,000 เมกกะวัตต์ต่อปี มากกว่าความต้องการของหมู่บ้านถึง 2 เท่า ผลิตพลังงานความร้อน 6,500 เมกกะวัตต์คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 99% ของความต้องการความร้อน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3,000 ตันคาร์บอนต่อปี

โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างมาก ช่วงแรกมีประชาชนเข้าร่วม 60% ผ่านมา 3 เดือนเข้าร่วมเพิ่มเป็น 70% เนื่องจากเข้าใจถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประโยชน์ที่เกิดจากการประหยัด ไม่ต้องซื้อน้ำมันเข้ามากักตุนไว้ในช่วงฤดูหนาว ประชาชนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่าเป็นโครงการของชุมชน

สำหรับการนำมาปรับใช้ในเมืองไทยคงต้องดูว่าแต่ละพื้นที่มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ โดยในพื้นที่ต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งมีความคิดริเริ่มเข้าไปให้ความรู้ความเข้าใจกับคนในชุมชนได้ ซึ่งที่ผ่านมาไทยเคยส่งเสริมโครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบมาแล้ว แต่มีคนลงทุนมากเกินไปจนวัตถุดิบขาดแคลน ส่งผลให้ราคาแกลบพุ่งขึ้นจาก 300 บาทต่อตัน เป็น 1,200 บาทต่อตัน

สวนทางกับการให้สิทธิประโยชน์จูงใจ ที่เยอรมนีมีค่าไฟอัตราพิเศษ หรือฟีดอินทารีฟส์ เป็นแรงจูงใจ แต่ของไทยใช้ระบบค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม หรือระบบแอดเดอร์ อีกทั้งเยอรมนีกำหนดเรื่องพลังงานทดแทนเป็นกฎหมายที่รัฐบาลจะส่งเสริมอย่างชัดเจน ของไทยตั้งเป็นเพียงเป้าหมาย เอกชนจึงไม่มั่นใจอนาคต

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สนพ.ได้ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลงไปศึกษาพัฒนาให้เกาะกูด เป็นเกาะแห่งพลังงานทดแทน หรือกรีนไอส์แลนด์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตไฟฟ้าบนเกาะ ไม่ต้องซื้อไฟผ่านสายเคเบิลจากแผ่นดินใหญ่ โดยศึกษาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ และพลังงานจากน้ำตกว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากชาวบ้านบนเกาะต้องซื้อไฟที่ปั่นจากดีเซลหน่วยละ 1520 บาท เมื่อเข้าไปพัฒนาผลิตไฟได้แล้วจะขายไฟให้แก่รีสอร์ตหน่วยละ 8 บาท และชาวบ้านหน่วยละ 3 บาท

นอกจากนี้ สนพ.ยังอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะนำระบบฟีดอินทารีฟส์ มาใช้ทดแทนระบบแอดเดอร์ ได้อย่างไร โดยในส่วนของแอดเดอร์ที่จะมีการปรับเป็นโครงการแรก คือการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ที่จะใช้รูปแบบฟีดอินทารีฟส์ เนื่องจากหากใช้แอดเดอร์แล้ว พบว่า ผู้ประกอบการเอกชนจะได้กำไรเพิ่ม เมื่อเทคโนโลยีพัฒนา จนทำให้อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้ามีต้นทุนลดลง แต่จะเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชน ซึ่งจะสะท้อนไปยังค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที)ถึง 23 สตางค์

ขณะที่ระบบฟีดอินทารีฟส์ เอกชนจะได้ค่าไฟฟ้าคงที่ เพราะไม่ได้บวกรวมในค่าเอฟที ที่จะผันแปรไปตามราคาน้ำมันและกระทบต่อประชาชนน้อยกว่า โดยเรื่องนี้ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ศึกษา

ระบบดังกล่าวจะคล้ายกับนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทนของเยอรมนีเช่นเดียวกัน ที่ใช้ระบบฟีดอินทารีฟส์เป็นตัวจูงใจเป็นอัตราคงที่ 20 ปี ผู้ผลิตที่เป็นขนาดเล็กจะยิ่งได้ราคารับซื้อไฟในอัตราสูง ส่งผลให้มีเอกชนขนาดเล็กลงทุนผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนเป็นจำนวนมาก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน