
เรื่องน่าปวดหัวของดอกเบี้ยกับค่าเงิน
....รศ.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่พูดถึงกันมากที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง
“ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีอัตราการเพิ่มมากที่สุดนับแต่ต้นปีนี้ (รองจากค่าเงินเยนและริงกิตมาเลเซีย) โดยค่าเฉลี่ยเงินบาทในวันจันทร์ที่ 6 ก.ย. 2553 อยู่ที่ 31.115 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ มีหวังถึง 30 กว่าๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เห็นมานานค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อมาหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ประกอบกับเศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวเกินคาด ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามา
“เก็งกำไร” ในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยนักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นไทยสะสมประมาณหมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าการซื้อขายพุ่งไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้คึกคักกว่าโดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมไปกว่า 9 หมื่นล้านบาท ทำลายสถิติสูงสุดที่ผ่านมาและทำให้มียอดถือครองสูงถึง 1.4 แสนล้านบาทสำหรับภาครัฐแม้จะแสดงความเป็นห่วง
“ผู้ส่งออก” ที่ต้องรับศึกหนักกับค่าเงินบาทที่แข็งโป๊กในขณะนี้ แต่ลึกๆ คงอด “ปลื้ม” ไม่ได้ เพราะเป็นการสะท้อนถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปีนี้คาดหมายว่าจะโตถึง 7%อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า
“เครื่องจักร” ที่ผลักดันเศรษฐกิจในยุคนี้คือการส่งออกที่ขยายตัวประมาณ 37% ในครึ่งปีที่ผ่านมา ถ้าเกิดสะดุดขึ้นมาที่คาดว่าจะโตตามเป้าอาจจะเป็น “ฝันสลาย” อย่างไม่ทันข้ามปีดังนั้น ภาครัฐจึงควรช่วยรักษาระดับค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่า
“แรงและเร็ว” เกินไป ซึ่งสามารถอาศัยกลไกตลาดและแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้าง Demand หรือความต้องการเงินเหรียญสหรัฐและดึงเงินเหรียญสหรัฐออกจากตลาด ไม่ว่าจะโดยการคืนหนี้ต่างประเทศและการลงทุนที่ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐในการซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ วัสดุและสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง ที่ควรจะ
“เร่งรัด” ให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว ซึ่งการขายเงินบาทเพื่อซื้อเงินเหรียญสหรัฐมาจ่ายให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ จะช่วยบรรเทาความร้อนแรงของค่าเงินบาทได้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนโยบายการคลังอาจช่วยชะลอค่าเงินบาท
“ทางอ้อม” แต่ ธปท. ก็ค่อนข้างมีแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากอัตราเงินเฟ้อ ตลอดจน “ฟองสบู่” ในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น “ผลข้างเคียง” จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และจะมีนักเก็งกำไรที่จ้องจะ “ปั่น” ให้ระดับราคาสูงขึ้น สร้างความ “ปวดหัว” ให้กับผู้คุมกฎในปัจจุบันดังนั้น ธปท. นับว่าเจอ
“ทางสองแพร่ง” ที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถ้า “ไม่ขึ้น” ก็เจอแรงกดดันจากเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป แต่ถ้า “ขึ้น” หมายความว่าเงินบาทก็จะแข็งค่ามากขึ้น นับเป็น “งานเข้า” ต้อนรับ “ดร. ประสาร” ผู้ว่าการ ธปท. ท่านใหม่ ที่จะเริ่มมาทำงานที่ ธปท. ในเดือนหน้าแต่จะใช้มาตรการอะไรก็ได้ ขอเพียงอย่างเดียวอย่าใช้
“มาตรการควบคุมเงินทุน” เหมือนในเดือน ธ.ค. 2549 ที่ให้กันสำรอง 30% ซึ่งเป็นมาตรการที่ “ชาวหุ้น” ยัง “ขนพองสยองเกล้า” จนถึงวันนี้ส่วนผู้ส่งออกเองก็ต้องพยายามช่วยตัวเองโดยการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท และอาจจะฉวยโอกาสนี้
“คืนหนี้ต่างประเทศ” หรือเปลี่ยนเป็นหนี้เงินบาท และถ้าต้องมีการซื้อเครื่องจักรหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศ ก็ควรจัดการในช่วงจังหวะนี้จะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียวอาจไม่ทันการณ์ เหมือนไฟเริ่มไหม้บ้านก็ต้องสาดน้ำ หาทางดับไฟ ถ้าไม่ทำอะไรมัวแต่รอรถดับเพลิง บ้านอาจไหม้หมดก่อนที่รถดับเพลิงจะมาถึง







