
ตลท.โรดโชว์ถี่ดึงทุนต่างชาติ
“
จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีโจทย์ใหญ่ต้องแก้ไข เรื่องการมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยน้อยมาก เพียงสัดส่วนประมาณ 10% จึงให้เป้าหมายส่วนตัวว่าจะต้องเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 20% ของทั้งตลาด ในช่วงที่บริหารงานในตำแหน่งนี้ครบ 4 ปีส่วนวิธีการที่จะไปให้ถึงหลักชัยนั้นได้ เบื้องต้นก็ใช้กลยุทธ์เดิมๆ คือ การออกไปนำเสนอข้อมูลหรือโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ตลาดหลักทรัพย์มีแผนโรดโชว์ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์อีก 3 ครั้ง โดยปลายเดือน ก.ย.นี้ จะไปพบปะนักลงทุนที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ปลายเดือน ต.ค. จะไปโรดโชว์พบนักลงทุนลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเดือน พ.ย. จะไปโรดโชว์พบนักลงทุนประเทศญี่ปุ่น
แต่การเดินสายโรดโชว์เพียงอย่างเดียวคงจะดึงดูดนักลงทุนต่าง ชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ไม่มากนัก จรัมพร จึงต้องปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้เข้าตามากขึ้น ด้วยการเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายของบริษัทจดทะเบียนในหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศสนใจที่จะเข้าไปลงทุน เพื่อให้สามารถเข้าซื้อขายได้สะดวก
“
ที่ผ่านมาก่อนนักลงทุนต่างชาติจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวไหน มักจะพิจารณามูลค่าการซื้อขายของหุ้นตัวนั้นๆ ก่อนว่ามีมากพอจะเข้าไปลงทุนได้หรือไม่ เช่น กำหนดมูลค่าการซื้อขายอย่างน้อย 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อหุ้นต่อวัน กองทุนบางแห่งอาจจะกำหนดสูงถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อหุ้นต่อวัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนแต่ละแห่ง”“
จรัมพร” ถือว่าเป็นโจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ที่จะต้องมีการดำเนินการเพื่อสภาพคล่องของหุ้นให้มากขึ้น เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น โดยเข้าไปหารือและโน้มน้าวให้บริษัทจดทะเบียนมีการเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น เช่น อาจจะเป็นการเพิ่มทุนจดทะเบียน หรือมีการเจรจากับผู้ถือหุ้นใหญ่ให้มีการขายหุ้นออกมาเพื่อเพิ่มฟรีโฟลตของหุ้นให้มากขึ้นขณะที่คุณภาพของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมก็ดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 126,220 ล้านบาท นับว่าใกล้เคียงกับช่วงเดียวกัน แต่น้อยกว่าไตรมาสแรกปีนี้ แม้ว่าในเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ มีเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองทั่วกรุงเทพฯ แต่ผู้ประกอบการก็ยังสามารถสร้างรายได้และกำไรที่ดีมากได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพว่าธุรกิจภาคเอกชนไม่ได้ผูกติดกับปัญหาการเมืองอย่างใกล้ชิดมากนัก
สายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ รายงาน SET Note Quarterly Corporate Update ไตรมาส 2/2553 ระบุว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาส 5 ติดต่อกัน รวมทั้งจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิมีสัดส่วนสูงขึ้น และการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ สะท้อนว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนยังมีทิศทางขยายตัวสอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
“
ไตรมาส 2 บริษัทจดทะเบียนในกลุ่มทรัพยากรมีกำไรสุทธิลดลงมาก จากผลกระทบในการบริหารสต๊อกน้ำมันดิบ และอัตราแลกเปลี่ยน หากไม่รวมผลงานของกลุ่มนี้ กำไรสุทธิของกลุ่มทรัพยากร ภาพรวมของบริษัทจดทะเบียนยังมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 22.88% จากไตรมาส 2/2552”นอกจากนี้ ยังพบว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมีการฟื้นตัวในลักษณะที่กระจายตัวมากขึ้น สะท้อนจากจำนวน 395 บริษัท ที่มีผลกำไรสุทธิคิดเป็น 78.53% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 73% ในไตรมาส 2 ปี 2552
ด้านดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (ไม่รวมกลุ่มการเงินและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) ในไตรมาส 2 ปีนี้มีระดับใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 3.26% และมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) อยู่ที่ 2.55% ขณะที่มีฐานะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์มั่นคง และสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงปี 25512552 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2553 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 1.14 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) อยู่ที่ 6.34 เท่า จาก 1.17 เท่า และ 7.99 เท่า ในช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ
ด้านการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ปี 2553 (ไม่รวมกลุ่มการเงินและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) มีมูลค่า 8.88 หมื่นล้านบาท ลดลง 7.27% จากไตรมาส 2 ปี 2552 เนื่องจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจบริการที่เสร็จสิ้นลง
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 18.34% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2553 รวมถึงสัดส่วนของบริษัทจดทะเบียนที่มีการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวรปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 92.02% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดจาก 90.51% ในไตรมาสก่อนหน้า
ด้านการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและการปรับสูงขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงไตรมาสแรก และ 2 ของปี 2553 เป็นปัจจัยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนมีการระดมทุนในรูปตราสารทุนเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 2 มีมูลค่าระดมทุนรวม 38,440 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13 เท่า จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากไตรมาสแรกปี 2553 ทั้งนี้แยกเป็นการระดมทุนจากบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ 2 บริษัท และ 1 กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวม 2,120 ล้านบาท ขณะที่มีการระดมทุนในตลาดรองของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มูลค่ารวม 3.63 หมื่นล้านบาท







