posttoday
เงินต่างชาติรอบนี้ลงทุนยาว

เงินต่างชาติรอบนี้ลงทุนยาว

08 กันยายน 2553

สมาคมตราสารหนี้ชี้เงินนอกไหลเข้ารอบนี้ลงทุนยาว ส.ค.เดือนเดียวซื้อพันธบัตรอายุเกิน 1 ปี กว่า 2.6 หมื่นล้าน บล.กำไรเกินคาดหลังวอลุมแน่น

สมาคมตราสารหนี้ชี้เงินนอกไหลเข้ารอบนี้ลงทุนยาว ส.ค.เดือนเดียวซื้อพันธบัตรอายุเกิน 1 ปี กว่า 2.6 หมื่นล้าน บล.กำไรเกินคาดหลังวอลุมแน่น

น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย (Thai BMA) เปิดเผยว่า เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในรอบนี้มีสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นเงินลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เงินสั้นหรือเงินร้อนเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยเข้ามาซื้อพันธบัตรอายุยาว 510 ปีเป็นส่วนใหญ่

“ตอนนี้เห็นชัดเจนว่าความต้องการลงทุนในพันธบัตรอายุยาวมีมาก พิจารณาจากอัตราผลตอบแทน (ยิว) ลดลงต่อเนื่อง เช่น พันธบัตรอายุ 10 ปี ผลตอบแทนลดลงเหลือ 3.06% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 4.38% ส่วน 5 ปี ลดจาก 3.62% เหลือ 2.74% และ 3 ปี ลดจาก 2.82% เหลือ 2.61%” น.ส.อริยา กล่าว

สำหรับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ช่วงเดือน ส.ค.เดือนเดียว เงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในพันธบัตรอายุเกิน 1 ปี มูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.6 หมื่นล้านบาท และแนวโน้มยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้จนถึงขณะนี้ยอดคงค้างสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้เกินเป้าที่วางไว้แล้วว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท และหากอิงจากตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท

เหตุที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียที่เติบโตดีมาก ขณะที่ดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนดอกเบี้ยสหรัฐยังอยู่ที่ 00.25% เท่านั้น และจากการพูดคุยเงินทุนที่เข้ามาเป็นของกองทุนที่ลงทุนทั่วโลก (Global Funds) เป็นส่วนใหญ่

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เตรียมที่จะปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทหลักทรัพย์งวดปี 2553 เพิ่มขึ้น หลังปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นชัดเจน จากวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา สูงกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังคาดว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 3 น่าจะขึ้นมาอยู่ที่ 3.91 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาส 2 อยู่ที่เฉลี่ย 2.3 หมื่นล้านบาท ช่วยสนับสนุนให้กำไรของหลักทรัพย์ออกมาดี และทำให้เฉลี่ยต่อวันทั้งปีนี้อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่มองไว้ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ หากอิงประมาณการเดิม พบว่าราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวสูงสุดยังเป็น บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI ตามด้วย บล.บัวหลวง (BLS) บล.ภัทร (PHATRA) และ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

นายสุรพล ขวัญใจธัญญา กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) กล่าวว่า วันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา บริษัทมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 7,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เท่ากับ 6.37% อยู่อันดับ 2

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3 และ 4 คาดว่าปริมาณซื้อขายของ CGS จะเพิ่มเป็น 4,0005,000 ล้านบาทต่อวัน หรือมาร์เก็ตแชร์ 78% ซึ่งดีกว่าครึ่งปีแรกเฉลี่ยต่อวัน 2,000 ล้านบาท จากเหตุผลกองทุนต่างประเทศซึ่งทดสอบระบบเริ่มส่งคำสั่งซื้อขาย ลูกค้ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยจุดคุ้มทุน CGS อยู่ที่ 2,700 ล้านบาทต่อวัน คาดปีนี้รายได้โตก้าวกระโดดจากปีก่อน

“CGS มีกำไรสะสม 150 ล้านบาท มีโอกาสปันผลผู้ถือหุ้นได้”

ด้านตลาดหุ้นวันที่ 7 ก.ย. ดัชนีปรับตัวลงเป็นวันแรกในรอบหลายวัน ปิดที่ 923.89 จุด ลดลง 7.63 จุด ต่างชาติขายออก 509 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มมาบตาพุด นำโดย บริษัทปตท. (PTT)

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน