posttoday
รชต ยอดบางเตย รองซีอีโอ ETE

รชต ยอดบางเตย รองซีอีโอ ETE

18 มีนาคม 2560

รชต ยอดบางเตย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) วัย 40 ปี ผู้บุกเบิกธุรกิจพลังงานทดแทนของ ETE บริษัทเป็นผู้ให้บริการบริหารจัดการบุคลากรและระบบงานธุรกิจ บริการงานวิศวกรรม รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมารชต รับผิดชอบธุรกิจพลังงานทดแทนที่กำลังเข้ามาทำรายได้ให้บริษัทในปีนี้ หลังจากเข้าไปศึกษาและติดตามตั้งแต่ปี 2557 ในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จนกระทั่งปี 2559 ได้ยื่นขอเข้าประมูลกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ETE มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจการให้บริการในรูปแบบเอาต์ซอร์สซิ่ง และงานวิศวกรรมทั้งไฟฟ้าและโทรคมนาคม รวมถึงเริ่มเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งทั้ง 4 โครงการได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงปลายปี 2559รชต จบปริญญาตรีและปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มทำงานแรกด้านการตลาดกับบริษัท ทีพีไอ (TPI) นาน 5 ปี ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออก คือ ผู้ควบคุมงานผลิตภัณฑ์พิเศษและฝ่ายการตลาด

รชต ยอดบางเตย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) วัย 40 ปี ผู้บุกเบิกธุรกิจพลังงานทดแทนของ ETE บริษัทเป็นผู้ให้บริการบริหารจัดการบุคลากรและระบบงานธุรกิจ บริการงานวิศวกรรม รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา

รชต รับผิดชอบธุรกิจพลังงานทดแทนที่กำลังเข้ามาทำรายได้ให้บริษัทในปีนี้ หลังจากเข้าไปศึกษาและติดตามตั้งแต่ปี 2557 ในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จนกระทั่งปี 2559 ได้ยื่นขอเข้าประมูลกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

ETE มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจการให้บริการในรูปแบบเอาต์ซอร์สซิ่ง และงานวิศวกรรมทั้งไฟฟ้าและโทรคมนาคม รวมถึงเริ่มเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งทั้ง 4 โครงการได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงปลายปี 2559

รชต จบปริญญาตรีและปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มทำงานแรกด้านการตลาดกับบริษัท ทีพีไอ (TPI) นาน 5 ปี ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออก คือ ผู้ควบคุมงานผลิตภัณฑ์พิเศษและฝ่ายการตลาด บริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) จากนั้นมาเป็นรองกรรมการผู้จัดการ ETE

"เข้ามาทำงานที่นี่จากการชวนของ ไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วัย 42 ปี ที่เป็นเพื่อนกัน เดิมบริษัทมีแค่ 2 ธุรกิจ คือ วิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร ต่อมาขยายมาบริหารจัดการเอาต์ซอร์สและโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน"

รชต กล่าวว่า เดิมบริษัทโตจากธุรกิจการไฟฟ้าที่ทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับทำธุรกิจเอาต์ซอร์สก่อสร้างและเชื่อมโยงระบบให้ กฟภ. จนกระทั่งเข้าร่วมประมูลในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

"เราอยู่ในธุรกิจวิศวกรรมการไฟฟ้ามา 20 ปี มีรายได้หลักจากธุรกิจนี้ 70% อีก 30% มาจากธุรกิจโทรคมนาคมที่รับออกแบบ สำรวจและตั้งเสาให้ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสาร ทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรู ปัจจุบันมีงานในมือกว่า 600 ล้านบาท และกำลังจะเข้าประมูลงานที่ฮอด แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน"

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 16.47 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรเมืองตราด อ.เมือง จ.ตราด กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 2.สหกรณ์การเกษตรวัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ 3.สหกรณ์การเกษตรบางสะพานน้อย อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์

4.สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กำลังการผลิต 1.47 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 4 โครงการดำเนินการ COD เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2559 และเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยมีอายุของสัญญาซื้อขายไฟ 25 ปี

ETE มีบริษัทย่อยอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อีทีอี เมเนจเมนท์ หรือ ETEM มีทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริการบริหารจัดการ และธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 99.27% และบริษัท ไทย สปีดี้เมเนจเมนท์ หรือ TSDM มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับรถ

สิ้นปี 2559 ที่ผ่านมา ETE มีกำไรลดลง 110% เหลือเพียง 31 ล้านบาท เนื่องมาจากรายได้บริการงานวิศวกรรมลดลง และเริ่มลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทน และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดเหลือ 2.19% จาก 4.05%

ทั้งนี้ รชต คาดว่าปีนี้รายได้น่าจะเพิ่มขึ้น 10-20% จากปี 2559 ที่มีรายได้ 1,416 ล้านบาท โดยจะเป็นรายได้จากพลังงานทดแทนที่รับรู้เต็มปี 10% โดยจะมีเงินสดจากค่าเสื่อมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามา 70 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากโรงไฟฟ้าเฟส 1 จำนวน 4 โรงที่ COD ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2559 สร้างรายได้ให้ปีละ 130 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิปีละ 30 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน