posttoday
นายกฯพร้อมแจงหั่น7กิจการรุนแรง

นายกฯพร้อมแจงหั่น7กิจการรุนแรง

07 กันยายน 2553

นายกฯพร้อมเปิดเผยบันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมพร้อมเหตุผลตัด7กิจการรุนแรงตามที่อานันท์ทวงถาม ด้านรมว.อุตฯชี้สามารถเพิ่มประเภทกิจการรุนแรงได้ในภายหลัง

นายกฯพร้อมเปิดเผยบันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมพร้อมเหตุผลตัด7กิจการรุนแรงตามที่อานันท์ทวงถาม ด้านรมว.อุตฯชี้สามารถเพิ่มประเภทกิจการรุนแรงได้ในภายหลัง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมเปิดเผยข้อมูลบันทึกการประชุมของคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามที่ นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด ออกมาทวงถามให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลถึงประกาศ11กิจการรุนแรง ที่มีการตัดประเภทกิจการรุนแรงออกไป 7 กิจการ จากกิจการทั้งหมดที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯเสนอไปทั้งสิ้น 18 ประเภทกิจการ 

"ผมยินดีชี้แจงบันทึกการประชุม หากผ่านการรับรองจากกรรมการแล้วและจะมีรายละเอียดชัดเจน รวมทั้งความเห็น ที่มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ต่อรายชื่อประเภทกิจการรุนแรง ซึ่งพร้อมที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป"นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ยินดีไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯพร้อมขอให้เครือข่ายภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวหันหน้ามาพูดคุยกัน ซึ่งงานสำคัญที่จะต้องต่อยอดจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯคือการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหามาบตาพุดให้เป็นระบบต่อไป

ชัยวุฒิชี้สามารถเพิ่มกิจการรุนแรงได้อีกในภายหลัง

ด้าน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์  รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ทุกคนเคารพการพิจารณาของคณะกรรมการ4ฝ่ายฯ เพราะการพิจารณาของบอร์ดสิ่งแวดล้อมได้ยึดตามแนวคิดของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯที่เสนอมาทั้ง 18 กิจการ

ในอนาคตแม้มีมติออกมา 11 ประเภทกิจการแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสุดการพิจารณา  ยังสามารถเพิ่มเติมประเภทกิจการรุนแรงได้ หากพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็น ส่วนกรณีที่ภาคประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดนัดรวมตัวกันบริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในช่วงปลายเดือนก.ย. นั้น เป็นสิทธิที่ทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ทางออกที่เหมาะสมกว่าคือน่าจะหันหน้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกันจะดีกว่า

“แม้จะประกาศออกมา11 กิจการ โดยกิจการที่ตัดออกไป เช่นสูบน้ำเกลือใต้ดิน ถ้าจะให้เป็นกิจการรุนแรงก็สามารถทำได้ แต่ปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้ทำเพิ่มอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็พูดชัดเจนแล้วว่าโครงการไหนที่ยังไม่เคยทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ก็ให้ทำก่อน"นายชัยวุฒิกล่าว  

ด้านนายชายน้อย  เผื่อนโกสุม  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (พีทีทีเออาร์)   กล่าวว่า  หลังจากศาลปกครองฯพิพากษาคดีมาบตาพุดออกมาแล้ว ทำให้โครงการลงทุนของกลุ่ม ปตท.จำนวน 24 โครงการ จากทั้งหมด 25 โครงการ ซึ่งมีเงินลงทุน  1.3 แสนล้านบาท จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ยกเว้นบริษัท ทีโอซีไกลคอล โครงการเดียวเท่านั้นที่อยู่ในประเภทกิจการรุนแรง  ซึ่งทางกลุ่มปตท.จะเสนอเรื่องไปยังหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต หลังจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)  และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เฮชไอเอ) โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ  4-5  เดือน กว่าขั้นตอนทุกอย่างจะแล้วเสร็จ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน