
บลจ.กรุงไทย เจ้าแรก ลงทุนหุ้นซีแอลเอ็มวี
โดย...พูลศรี เจริญจากกระแสบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ไปลงทุนในประเทศกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) หันมาดูความเคลื่อนไหวการลงทุนในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอ พบว่าเริ่มมีให้เห็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รายแรกที่ออกกองทุนเพื่อมีเป้าหมายลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มซีแอลเอ็มวีโดยตรง คือ บลจ.กรุงไทย ชื่อกองทุน คือ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น ซีแอลเอ็มวีที (KT-CLMVT) ขณะที่กองทุนรวมในปัจจุบันแม้จะลงทุนหุ้นอาเซียนหรือกลุ่มประเทศเออีซี แต่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นประเทศเหล่านี้น้อยและจะลงทุนแค่เวียดนามชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ให้เหตุผลที่ออกกองทุนดังกล่าวว่า เพราะบริษัทมองโอกาสในการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามและไทย รวมถึงหุ้นประเทศอื่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือมีแหล่งที่มาของรายได้ในกลุ่มซีแอลเอ็มวี เนื่องจากมองแนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้เติบโตค่อนข้างดี ส่วนพอร์ตกองทุน มีนโยบายกระจายลงทุนสัดส่วน 40% ในบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้ประโยชน์จากกลุ่มซีแอล
โดย...พูลศรี เจริญ
จากกระแสบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ไปลงทุนในประเทศกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) หันมาดูความเคลื่อนไหวการลงทุนในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอ พบว่าเริ่มมีให้เห็น
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รายแรกที่ออกกองทุนเพื่อมีเป้าหมายลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มซีแอลเอ็มวีโดยตรง คือ บลจ.กรุงไทย ชื่อกองทุน คือ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น ซีแอลเอ็มวีที (KT-CLMVT) ขณะที่กองทุนรวมในปัจจุบันแม้จะลงทุนหุ้นอาเซียนหรือกลุ่มประเทศเออีซี แต่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นประเทศเหล่านี้น้อยและจะลงทุนแค่เวียดนาม
ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ให้เหตุผลที่ออกกองทุนดังกล่าวว่า เพราะบริษัทมองโอกาสในการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามและไทย รวมถึงหุ้นประเทศอื่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและหรือได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือมีแหล่งที่มาของรายได้ในกลุ่มซีแอลเอ็มวี เนื่องจากมองแนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้เติบโตค่อนข้างดี
ส่วนพอร์ตกองทุน มีนโยบายกระจายลงทุนสัดส่วน 40% ในบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้ประโยชน์จากกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งปัจจุบันมี 115 บริษัท และ 40% ลงทุนตรงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม ส่วนที่เหลือ 20% ลงทุนในบริษัทกัมพูชา ลาวและเมียนมา ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งไม่ได้ลงทุนตรง เนื่องจากตลาดยังไม่มีความพร้อมในการรองรับนักลงทุนต่างชาติ
ด้าน วีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย ให้ข้อมูลเสริมว่า ประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่จะส่งออกไปยังแหล่งบริโภคหรือซีกตะวันตกของโลก ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโตได้ค่อนข้างมาก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์กลุ่มซีแอลเอ็มวีมีโอกาสเติบโตสูงกว่า 6% ตลอด 5 ปีข้างหน้า จากช่วงปี 2554-2558 ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7% ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วเติบโตเพียง 1.6% ด้วยเหตุนี้ บลจ.กรุงไทย จึงมองเห็นโอกาสในการเข้าลงทุนในช่วงแรกของกิจการที่กำลังเติบโต เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกกองทุนจะลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นของเมียนมา ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์และฮ่องกงก่อน จากนั้น 3-4 เดือนจะลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม เนื่องจากต้องรอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นในเวียดนาม
ปัจจุบันกลุ่มซีแอลเอ็มวี ตลาดหุ้นเวียดนามมีการพัฒนามากที่สุด ซึ่งเวียดนามมีตลาดหุ้น 2 แห่ง บริษัทจดทะเบียน 600 กว่าแห่ง และหลังจากทีมวิเคราะห์ของ บลจ.กรุงไทย เข้าไปเก็บข้อมูลพบบริษัทที่น่าสนใจหลายรายและในอนาคตจะมีรัฐวิสาหกิจแปรรูปเข้าจดทะเบียนหลายแห่ง
การลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มซีแอลเอ็มวี นักลงทุนที่จะลงทุนในกองทุนนี้ต้องรับความเสี่ยงได้ เนื่องจากหุ้นมีความผันผวนสูงเหมือนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือมิดแอนด์สมอลแคป เนื่องจากสภาพคล่องหุ้นมีน้อย กองทุนนี้จึงเหมาะกับการลงทุน 1-3 ปี
ด้าน บลจ.กสิกรไทย โดย ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ในขณะนี้บริษัทยังไม่มีนโยบายออกกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มซีแอลเอ็มวี อย่างไรก็ดีช่วงเดือน ก.พ. 2559 บลจ.กสิกรไทย ได้ออกกองทุนเปิดเค อาเซียน อีโคโนมิค คอมมูนิตี้ หุ้นทุน (K-AEC) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นภูมิภาคอาเซียน มีนโยบายลงทุนในหุ้นทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กไม่เกิน 30 ตัว ที่มีสภาพคล่องและศักยภาพในการเติบโตสูงของ 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ข้อมูลจาก บลจ.กสิกรไทย พบว่าพอร์ตกองทุน K-AEC สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกที่ลงทุน ณ วันที่ 31 ม.ค. 2560 มีดังนี้ อันดับแรก ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย 40% อันดับ 2 ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ 20.94% อันดับ 3 ตลาดหุ้นมาเลเซีย 17.62% อันดับ 4 ตลาดหุ้นไทย 9.61% และอันดับ 5 ตลาดหุ้นเวียดนาม 1.84%







