
บลจ.ทิสโก้เพิ่มทุนกองไชน่าอินเดียพันล้าน
บลจ.ทิสโก้ ปลื้มกองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ แรงต่อเนื่อง ลุยเพิ่มทุนครั้งที่ 3 อีก 1,000 ล้านบาท คาดราคาหุ้นจีน อินเดียเริ่มฟื้นตัว นักลงทุนเริ่มคลายกังวลการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
บลจ.ทิสโก้ ปลื้มกองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์ แรงต่อเนื่อง ลุยเพิ่มทุนครั้งที่ 3 อีก 1,000 ล้านบาท คาดราคาหุ้นจีน อินเดียเริ่มฟื้นตัว นักลงทุนเริ่มคลายกังวลการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ เปิดเผยว่า จากกระแสตอบรับของนักลงทุนใน “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์” ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยล่าสุดบริษัทได้ทำการจดทะเบียนเพิ่มทุน ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 อีก 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าโครงการ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์” เพิ่มเป็น 4,100 ล้านบาท
สำหรับ“กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย ดิวิเดนด์” นี้มีนโยบายที่จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ในต่างประเทศที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งหรือประกอบธุรกิจในประเทศจีนและประเทศอินเดีย ซึ่งตอนนี้ถือเป็นกองทุนต่างประเทศกองทุนแรกและกองทุนเดียวที่ลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย
“ที่ผ่านมากองทุนนี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี เนื่องจากทั้งประเทศจีนและประเทศอินเดียนับเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง ประชากรรวมๆ กันมากกว่า 1,600 ล้านคน ซึ่งมีกำลังซื้อมหาศาลไม่ต้องห่วงเรื่องกำลังซื้อภายในประเทศ ประกอบกับการขยายตัวของเมืองและความเจริญทำให้รัฐและเอกชนต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ รองรับการเจริญเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี ทำให้เมื่อมองในเชิงภาพรวมแล้วจีนกับอินเดียถือว่ามีอนาคตเศรษฐกิจที่สดใส" นายธีรนาถ กล่าว
ในส่วนของราคาหุ้นแม้ว่าตั้งแต่ต้นปีมาราคาหุ้นบริษัทในอินเดียจะเติบโตต่อเนื่องแต่ก็ยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะนักวิเคราะห์มองว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของบริษัทอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้นน่าจะดึงดูดใจผู้ลงทุนให้หันมาลงทุนต่อไป ในขณะที่หุ้นจีนนั้นแม้จะรีบาวน์จากปี 2551 แต่ถ้านับเฉพาะปีนี้ยังตามหลังประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน เนื่องจากดัชนีราคาหุ้นยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะหากพิจาณาจากค่าพีอีของตลาดซึ่งตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 11 เท่า ซึ่งถือว่าราคาหุ้นจีนยังถูกอยู่มาก และเชื่อว่าหลังจากมาตรการสกัดฟองสบู่ของจีนได้ผลและเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพแล้วนักลงทุนจะกลับมาลงทุนในจีนอย่างจริงจังซึ่งน่าจะส่งผลกับผู้ลงทุนในกองทุนนี้







