posttoday
วิริยะดัน ‘อินชัวร์เทค’ รักษาแชมป์เอเชียใต้

วิริยะดัน ‘อินชัวร์เทค’ รักษาแชมป์เอเชียใต้

11 มีนาคม 2560

ปี 2560 ธุรกิจไทยเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่ดิจิทัลอย่างเต็มที่ รวมถึงประกันภัยที่จะต้องทำให้เร็ว

โดย...วารุณี อินวันนา

ปี 2560 ธุรกิจไทยเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่ดิจิทัลอย่างเต็มที่ รวมถึงประกันภัยที่จะต้องทำให้เร็วก่อนที่คู่แข่งจากต่างประเทศที่จะเข้ามาทุ่มตลาด หลังจากกฎหมายเปิดให้ถือหุ้นได้ 100% เมื่อปลายปี รวมถึง บริษัท วิริยะประกันภัย ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นที่มีเบี้ยประกันภัยรถยนต์มากที่สุดในเอเชียใต้ จำนวน 3.3 หมื่นล้านบาท และเป็นอันดับ 1 ในไทยมายาวนาน มีสินทรัพย์รวม 6.72 แสนล้านบาท ยากที่คู่แข่งจะตามทันภายในเร็ววัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทแห่งนี้กลับไม่ชะล่าใจ ประกาศทุ่มงบประมาณ 300-500 ล้านบาท ในการสร้างกระบวนการทำงานบนระบบดิจิทัลหรือไซเบอร์ สร้างนวัตกรรมบริการ 4.0 เป็นโครงข่ายใยแมงมุมแบบเรียลไทม์ ระหว่างบริษัทกับตัวแทน สำนักงานตัวแทน ศูนย์ซ่อมรถยนต์ คู่ค้า ลูกค้า และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะเชื่อมถึงกันเป็นเครือข่ายออนไลน์ทั้งหมด

วิญญู อังศุนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย ผู้รับผิดชอบโครงการอินชัวร์เทค กล่าวว่า วันนี้ความรวดเร็วสำคัญที่สุด ทั้งการรับประกันภัยและการจ่ายสินไหมทดแทน จะต้องหาเครื่องมือมาช่วยในการทำงานให้เกิดความรวดเร็วภายใต้บุคลากรเท่าเดิม ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานอยู่แล้ว แต่นับจากนี้จะต้องครบทุกกระบวนการและให้มีความทันสมัยทันโลก

อินชัวร์เทคไม่ใช่แค่เรื่องขายประกันผ่านออนไลน์ แต่รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัลหรือไซเบอร์มาเชื่อมต่อกับระบบการทำงานอื่นๆ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการรวดเร็ว เช่น การเคลมสินไหม ก็สามารถให้บริการลูกค้าจบได้เร็ว แยกรถได้เร็ว จ่ายเร็ว ลูกค้าก็สบายใจ

“ผมทำงานกับวิริยะประกันภัยใกล้ๆ 30 ปีแล้ว และเคยบอกกับเจ้านายว่าจะต้องรักษาความเป็นเบอร์ 1 ไว้ให้ได้ตลอดไป การที่จะรักษาความเป็นเบอร์ 1 ไว้ จะต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ตอนนี้นวัตกรรมกำลังมา โลกดิจิทัลกำลังมา เราจะต้องไปในทิศทางนั้น เพราะถ้ายังอยู่แบบเดิม เจอพ่อบุญทุ่มเข้ามาในตลาดแค่ 2-3 ปี ก็ทำให้อันดับเปลี่ยนแปลงได้” วิญญู กล่าว

วิญญู กล่าวว่า การทำงานในรูปแบบอินชัวร์เทคจะต้องเกิดขึ้นภายในปีนี้ แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบการทำงานด้วยมือของมนุษย์ไปทำงานบนระบบออนไลน์ไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันที แต่จะต้องทำควบคู่กัน และค่อยๆ ย้ายงานบางอย่างจากอะนาล็อกไปสู่ออนไลน์เพื่อทำการทดสอบ หากมีความคล่องตัวและมีความแม่นยำจึงจะทิ้งระบบเก่าออกไป

สำหรับงบประมาณที่วางไว้ 300-500 ล้านบาทนี้ จะรวมถึงการว่าจ้าง บริษัท เดอะบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (บีซีจี) บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการวางระบบไอทีตั้งแต่ปลายปี 2559 การเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ใหม่ที่ค่อยๆ เริ่มเป็นระยะๆ หรือเป็นเฟส แต่ละเฟสจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน เพราะจะต้องทำการสำรวจเก็บข้อมูลจากลูกค้า คู่ค้า ดูกระบวนการทำงานภายใน หลังจากนั้นจึงให้คำแนะนำว่าควรจะปรับปรุงอย่างไรแล้วจึงวางระบบ

ยกตัวอย่าง งานบริการสินไหมทดแทน ได้ว่าจ้าง บริษัท อีเอ็มซีเอส บริษัทที่ให้บริการโซลูชั่นระบบเคลมสินไหมออนไลน์ ไม่ต้องส่งแฟกซ์เหมือนในอดีต เชื่อมระบบกับอู่ พนักงานเคลม กรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุไม่หนัก ซ่อม 7-8 รายการ สามารถทำผ่านหน้าจอได้เลย คุมราคาดูจากภาพที่ส่งมา สั่งอะไหล่ผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ซึ่งในเขตภาคกลางจะเสร็จในปีนี้ และจากนั้นจะขยายไปให้บริการในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน ในจุดของการรับประกันภัย จะมีตัวแทน โบรกเกอร์ เป็นคนกลาง จะมีเครื่องมือเข้ามาช่วย เช่น สมาร์ทโฟน และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานง่าย

ที่สำคัญต้องให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ กับบุคลากรในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงานของบริษัท ตัวแทน โบรกเกอร์ อู่ ซึ่งมีทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าก็มีจำนวนมาก

“กระบวนการทำงานภายในของบริษัท เขาเรียนรู้จากเราได้ แต่ความรู้ทางเทคนิคใหม่ๆ จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งก็สนับสนุนให้ไปเรียนเพิ่มเติม แต่ถ้าใครไม่ถนัดก็จัดให้ทำงานแบบเดิมต่อไป” วิญญู กล่าว

ทั้งนี้ วิญญู ยืนยันว่า อินชัวร์เทค หรือการทำงานบนระบบออนไลน์ จะไม่ทำให้คนในธุรกิจประกันภัยตกงานแน่นอน แต่จะทำให้งานคล่องตัวเร็วขึ้นโดยใช้คนเท่าเดิม ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ เพราะธุรกิจประกันภัยทุกวันนี้ขาดแคลนบุคลากร จากการที่คนรุ่นใหม่เข้ามาน้อย เนื่องจากเป็นงานเชิงเทคนิค และในช่วงเริ่มต้นของการทำงานจะต้องออกปฏิบัติงานนอกสถานที่ ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ชอบ

รวมถึงอัตราค่าจ้างก็สู้ธุรกิจสถาบันการเงินอื่นไม่ได้ เพราะธุรกิจประกันภัยมีกำไรจากการรับประกันภัยต่ำ 1-2% จึงไม่สามารถเสนอค่าจ้างสูงๆ ได้เหมือนธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่มีกำไรสูงวิญญู กล่าวว่า นอกจากนี้ทางบริษัทจะต้องให้ความรู้ด้านประกันภัยกับประชาชน เพื่อให้เห็นความสำคัญว่าเป็นเครื่องมือในการปกป้องความมั่นคงในอนาคต รวมถึงการสร้างแบรนด์ของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในด้านบริการ เพราะ บริษัท วิริยะประกันภัย ต้องต่อสู้กับคู่แข่งที่เป็นบริษัทในประเทศ และบริษัทต่างประเทศที่กำลังจะเข้ามาในเร็วๆ นี้

เนื่องจากกฎหมายเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น 100% แล้ว เหลืออีกหนึ่งที่ภาครัฐยังไม่กดปุ่ม คือ การประกาศใช้เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง ระยะที่ 2 หรือเฟส 2 ที่มีความเข้มข้นขึ้น ถ้าประกาศเมื่อไหร่บริษัทประกันภัยจะต้องเพิ่มทุนมหาศาล ซึ่งจะเป็นจังหวะที่ต่างชาติจะเข้ามา ถ้าผู้ถือหุ้นเดิมไม่มีเงินเพิ่มทุน

“โชคดีที่เรามีจุดแข็งด้านบริการอยู่แล้ว เมื่อก้าวสู่การทำงานบนดิจิทัล หรืออินชัวร์เทค จะทำให้เรามีความรวดเร็ว สามารถแข่งขันได้ เพื่อรับมือกับพ่อบุญทุ่มที่อาจใช้ราคาถูกๆ เข้ามาแข่ง ยอมขาดทุนเพื่อจะยึดครองตลาดให้มากขึ้น และค่อยๆ ซื้อกิจการของบริษัทประกันภัย เราก็มั่นใจว่าจะยังเป็นที่ 1 ตลอดไป” วิญญู กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน