
ETF กองทุนรวมแบบอนุรักษ์
...จารุพรรณ อินทรรุ่ง
เมื่อพูดถึงการลงทุนในตลาดทุนไทยแล้ว สินค้าที่ผู้ลงทุนนิยมลงทุนและคุ้นเคยกันอยู่คงจะหนีไม่พ้นหุ้นหรือกองทุนรวม โดยหุ้นก็จะเหมาะกับผู้ลงทุนที่นิยมตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ส่วนกองทุนรวมก็จะเป็นการลงทุนผ่านมืออาชีพ ซึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบทั้งลักษณะการลงทุนแบบกองทุนรวมที่ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่สามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าหลากหลายตัวได้ และยังสามารถซื้อง่ายขายคล่องเหมือนการลงทุนในหุ้นด้วย ปัจจุบันนี้ตลาดทุนไทยเรามีสินค้าที่มีลักษณะดังกล่าวแล้ว ก็คือ Exchange Traded Fund หรือ กองทุนรวม ETF นั่นเองค่ะ
กองทุนรวม ETF คืออะไร
กองทุนรวม ETF คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนแบบอนุรักษ์ (Passive) คือลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่ล้อไปกับดัชนีอ้างอิง ซึ่งเป็นได้ทั้งดัชนีราคาหุ้น ดัชนีราคาตราสารหนี้ ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างๆ เป็นต้น ลักษณะการลงทุนของกองทุนรวม ETF จะมีการคัดเลือกหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่อ้างอิงและน้ำหนักที่จะลงทุนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่ใช้เป็นดัชนีอ้างอิงนั้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในทิศทางเดียวกับดัชนีที่ใช้อ้างอิงค่ะ
กองทุนรวม ETF มีจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไปคือ เป็นกองทุนเปิด (Openended Fund) ที่ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้สามารถซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ได้เสมือนการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในเวลา Real Time ผู้ลงทุนจึงสามารถทราบราคาซื้อขายได้ทันที ไม่ต้องรอมูลค่า NAV ตอนสิ้นวันเหมือนการซื้อขายกองทุนรวมค่ะ ดังนั้น กองทุนรวม ETF ก็คือนวัตกรรมทางการเงินที่รวมเอาข้อดีของหุ้นและกองทุนรวมเข้าไว้ด้วยกันนั่นเองค่ะ
สำหรับราคา Real Time ของกองทุนรวม ETF ที่ปรากฏบนกระดานซื้อขายนั้น จะถูกกำหนดโดยความต้องการซื้อและขายของผู้ลงทุนกองทุนรวม ETF ในตลาดเอง ซึ่งจะมีกลไกที่ทำให้ราคาดังกล่าวใกล้เคียงกับ NAV ที่แท้จริงของกองทุนรวม โดยมีการแต่งตั้งผู้ร่วมค้าหน่วยลงทุน (Participating Dealer : PD) ซึ่งมักเป็นบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารพาณิชย์เข้ามาเป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อคอยตรวจตราว่าเมื่อไรก็ตามที่เกิดส่วนต่างของราคาซื้อขายหน่วยลงทุนและ NAV ของกองทุนรวม ETF ผู้ดูแลสภาพคล่องก็จะทำหน้าที่รักษาสมดุลของราคาหน่วยลงทุนให้ใกล้เคียงกับ NAV ในทันทีค่ะ
ข้อดีอีกเรื่องหนึ่งของกองทุนรวม ETF คือ การมีนโยบายลงทุนเชิงรับ (Passive) ทำให้กองทุนรวมมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนรวมต่ำ เพราะไม่ต้องซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อทำกำไรบ่อยๆ เหมือนกองทุนรวมที่มีนโยบายเชิงรุกที่ต้องการให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีที่อ้างอิง ทำให้กองทุนรวม ETF จะคิดค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการกองกับผู้ลงทุนในระดับต่ำด้วยค่ะ อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านทำการซื้อขายกองทุนรวม ETF นั้น จะมีการจ่ายค่าธรรมเนียม (Commission Fee) ในการซื้อขายให้แก่โบรกเกอร์เหมือนกับเวลาท่านซื้อขายหุ้นด้วยนะคะ
กองทุนรวม ETF นี้ จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปในสินค้าแต่ละประเภท อาทิ กลุ่มหุ้นหรือกลุ่มตราสารหนี้หลายๆ ตัวพร้อมกัน โดยใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มาก นอกจากนั้น ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวในการซื้อขาย ซึ่งกองทุนรวม ETF ก็จะตอบโจทย์นี้ได้ค่ะ
นอกจากกองทุนรวม ETF จะทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวม เนื่องจากช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับกลุ่มหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนเป็นสินค้าอ้างอิงด้วย และจากข้อดีเหล่านี้จึงทำให้กองทุนรวม ETF เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมาตลอด 17 ปี และมีอัตราเติบโตสูงทั่วโลกด้วยอัตรากว่า 56% ต่อปี โดยปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม ETF ทั่วโลกมีประมาณ 1,036 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 34.6 ล้านล้านบาท) แล้วค่ะ ซึ่งกองทุนรวม ETF ในต่างประเทศนั้น มีนโยบายที่หลากหลาย โดยมีทั้งการอ้างอิงกับดัชนีหุ้น ตราสารหนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์เช่นทองคำด้วย สำหรับในบ้านเราก็มีการจัดตั้งกองทุนรวม ETF ขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2549 แล้ว ซึ่งจะมีลักษณะอย่างไรบ้างนั้น มาดูกันต่อในคราวหน้านะคะ







