
ส่งออกสัญญาณแรง หวังดันปีนี้โต 5%
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การส่งออกของไทยในเดือน ม.ค. 2560 มีแนวโน้มดีขึ้น มีมูลค่า 1.70 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.83% เทียบกับ ม.ค. 2559 เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับจาก พ.ย. 2559 ที่การส่งออกขยายตัว 10.19% และยังถือเป็นมูลค่าการค้าที่กลับมาเป็นปกติไม่ลงไปต่ำถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหมือนเมื่อเดือน ม.ค. 2559 ที่มีมูลค่าส่งออก 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้า ม.ค. 2560 มีมูลค่า 1.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.17% โดยไทยเกินดุลการค้า ม.ค. 2560 มูลค่า 826 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การส่งออกของไทยในเดือน ม.ค. 2560 มีแนวโน้มดีขึ้น มีมูลค่า 1.70 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.83% เทียบกับ ม.ค. 2559 เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับจาก พ.ย. 2559 ที่การส่งออกขยายตัว 10.19% และยังถือเป็นมูลค่าการค้าที่กลับมาเป็นปกติไม่ลงไปต่ำถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหมือนเมื่อเดือน ม.ค. 2559 ที่มีมูลค่าส่งออก 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้า ม.ค. 2560 มีมูลค่า 1.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.17% โดยไทยเกินดุลการค้า ม.ค. 2560 มูลค่า 826 ล้านเหรียญสหรัฐ
พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยทั้งปี 2560 คาดว่าจะปรับตัวในทิศทางดีขึ้น และมีโอกาสขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องจากปีที่ผานมา โดยมีปัจจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันสูงขึ้นด้วย แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งความไม่ชัดเจนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้าโลกในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคาดว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัว 2.5-3.5% ได้อย่างแน่นอน ส่วนจะผลักดันเป้าหมายให้ได้ 5% ตามนโยบายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดเป้าหมายการทำงานไว้ เป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันกันต่อไป โดยหากการส่งออกทั้งปี 2560 จะขยายตัว 5% นั้น การส่งออกต่อเดือนจะต้องได้ 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หากการส่งออกทั้งปีขยายตัว 3.5% การส่งออกต่อเดือนจะต้องได้ 1.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
“ตัวเลข 2.5-3.5% ทำได้แน่นอน แต่การผลักดันให้ได้ 5% ก็เป็นเรื่องที่ต้องสู้กันต่อไป แต่ทิศทางปัจจัยที่มีต่อการส่งออกขณะนี้ถือว่าดีขึ้นมาก โดยสินค้าโภคภัณฑ์ปีนี้น่าจะดี อยู่ในจุดขาขึ้น ราคาน้ำมันดิบไม่มีปัญหา อยู่แนวขาขึ้นเช่นกัน โดยทั้งปีราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดูแลได้ โดยคาดว่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบ 35.5-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐ” พิมพ์ชนก กล่าว
ด้านรายละเอียดการส่งออกเดือน ม.ค. ที่เพิ่มขึ้น 8.83% เป็นผลจากสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 9.7% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี เช่น ยางพารา เพิ่ม 62.5% ผัก ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง เพิ่ม 48.8% ไก่แปรรูป เพิ่ม 8.6% แต่ข้าว มันสำปะหลัง และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ลดลง ขณะที่ สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 4.7% เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 4.0% แต่น้ำตาลทราย ลด 26.3% ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ลด 6.8%
สินค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม 7.6% สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่ม เช่น ทองคำ เพิ่ม 157.6% เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เพิ่ม 30.10% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 8.6% น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่ม 48.3% ยานพาหนะอุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 1.5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 28.2% แต่ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ลด 5.9% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ลด 6.4% อัญมณีและเครื่องประดับ ลด 4.7%
ขณะที่ ตลาดส่งออกสำคัญโดยตลาดหลักเพิ่มขึ้น 8.8% ได้แก่ ญี่ปุ่น เพิ่ม 6.4% สหรัฐ เพิ่ม 9.5% สหภาพยุโรป (อียู) เพิ่ม 10.4% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 14.7% เช่น อาเซียนเพิ่ม 10.3% แบ่งเป็น อาเซียนเดิม 5 ประเทศ เพิ่ม 15.3% ซีแอลเอ็มวี เพิ่ม 6.4% จีน เพิ่ม 30.8% อินเดีย เพิ่ม 17.7% เกาหลีใต้ เพิ่ม 28.1% แต่ตลาดศักยภาพรอง ลด 2.8% เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ลด 19.2% แอฟริกา ลด 1.6% เป็นต้น







