
กสิกรฯไม่เบรกให้กู้เอสเอ็มอี
กสิกรไทยชี้สินเชื่อเอสเอ็มอีได้ผลตอบแทนดีสุด แม้หนี้เสียจะสูงสุด พร้อมเพิ่มเครดิตคอสต์รักษาสัดส่วนสำรอง 135-140%
กสิกรไทยชี้สินเชื่อเอสเอ็มอีได้ผลตอบแทนดีสุด แม้หนี้เสียจะสูงสุด พร้อมเพิ่มเครดิตคอสต์รักษาสัดส่วนสำรอง 135-140%
น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยยังพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ภายใต้ความระมัดระวัง ตั้งเป้าปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 4-6% เพราะมองว่า เศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ทำให้ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีทรงตัว
ทั้งนี้ ทิศทางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของลูกค้าเอสเอ็มอีนั้น ธนาคารยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เอ็นพีแอลเอสเอ็มอียังทรงตัวจากสิ้นปีที่แล้ว อยู่ที่ระดับ 5.1% ของสินเชื่อรวม โดยธนาคารพยายามเข้าไปช่วยเหลือลูกค้า พร้อมสนับสนุนให้เกิดการปรับตัวเป็นเอสเอ็มอี 4.0 โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม แม้เอสเอ็มอีจะมีเอ็นพีแอลสูงที่สุดในบรรดาลูกค้าทุกประเภท แต่ธนาคารไม่ได้หยุดปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้ เพราะเป็นลูกค้าที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ของธนาคาร จากการเป็นพอร์ตสินเชื่อที่มีผลตอบแทนต่อเงินกองทุน (Return on Capital) สูงที่สุด
“สัดส่วนผลตอบแทนต่อเงินกองทุน ในส่วนของสินเชื่อเอสเอ็มอี อยู่ที่ 50-70% ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ มีสัดส่วนน้อยราว 10% เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงตามหลักเกณฑ์บาเซิล 3 ที่กินเงินกองทุนมาก ขณะที่สินเชื่อรายย่อย มีสัดส่วนผลตอบแทนต่อเงินกองทุน ราว 40% น้อยกว่าสินเชื่อเอสเอ็มอี แต่ได้ประโยชน์จากต้นทุนเงินฝากเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน เป้าหมายการกำหนดต้นทุนต่อการปล่อยสินเชื่อ (เครดิตคอสต์) เพื่อใช้ในการตั้งสำรองหนี้เสีย ในปีนี้ยังคงอยู่ที่ 2-2.25% ขณะนี้มองว่าเพียงพอ แต่หากภาวะเศรษฐกิจชะลอหรือมีสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย ก็พร้อมที่จะเพิ่มเครดิตคอสต์ เพื่อดูแลคุณภาพหนี้ และรักษาอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage Ratio) ของธนาคารให้อยู่ในกรอบความยั่งยืน 135-140%
เมื่อสิ้นปี 2559 ธนาคารกสิกรไทย มีอัตราส่วนสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่ที่ 130.92% โดยมีเอ็นพีแอลรวม 3.32% สูงกว่าคาดการณ์ ส่งผลปรับเพิ่มเครดิตคอสต์ปี 2559 เป็น 2.1% จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1.9%







