posttoday
สมาร์ทฟาร์เมอร์ ปลดหนี้-รายได้พุ่ง

สมาร์ทฟาร์เมอร์ ปลดหนี้-รายได้พุ่ง

18 กุมภาพันธ์ 2560

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการสมาร์ทฟาร์เมอร์ หรือเกษตรกรปราดเปรื่อง

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการสมาร์ทฟาร์เมอร์ หรือเกษตรกรปราดเปรื่อง มาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อสร้างเกษตรกรพันธุ์ใหม่ พัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนกุล เกษตรกรจาก อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ

พัฒน์พงษ์ เล่าว่า ก่อนหน้านั้นทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือปลูกข้าวโพด 21 ไร่ แต่เป็นหนี้มาตลอด ไม่เคยปลดหนี้ได้ เพราะระหว่างรอผลผลิตไม่มีรายได้เข้าบ้าน มีแต่ต้องจ่ายออกทุกวัน จากนั้นเมื่อเข้าโครงการสมาร์ทฟาร์เมอร์ และทำสวนแบบผสมผสานในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงมาปรับใช้ เพราะมีที่ดินน้อย หากขุดสระ ไม่มีที่ดินพอ จึงเลือกทำแหล่งน้ำเพียง 200 ตารางวา หรือสองงาน ทำบ่อบาดาลเสริม และเลือกปลูกข้าวเพียง 3 ไร่ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือวางแผนปลูกสวนผสม ทั้งผักสวนครัว ไม้ผล เห็ด และเลี้ยงไก่

“ในหลวงท่านสอนเรื่องทฤษฎีใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีบ่อน้ำขนาดนั้น ขนาดนี้ แต่ท่านให้แนวทางเป็นองค์รวมไว้ เรานำความรู้มาปรับใช้กับที่ดินของเรา กับภูมิประเทศของเรา ผมปลูกผัก ผลไม้ ทำให้มีรายได้เข้าบ้านทุกวัน ขายไข่ เห็ด ผัก ไม่ต้องรอขายข้าวโพดอย่างเดียว จนขณะนี้ผมขยายพื้นที่ทำไร่นาสวนผสมประมาณ 39 ไร่ ทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้กับเกษตรกรด้วย” พัฒน์พงษ์ กล่าว

สำหรับการอบรมที่ศูนย์สมาร์ทฟาร์เมอร์ ยังได้เรียนรู้การวางแผนเข้ามาเพิ่ม มองพื้นที่ มองตลาด และเริ่มวางแผนทำ ที่สำคัญคือมองตัวเองว่าทำได้หรือไม่ โดยไม่ต้องจ้างคนอื่น สิ่งสำคัญอีกประการ คือการทำบัญชีครัวเรือน เพราะจะไม่สามารถข้ามพ้นหรือปลดหนี้ได้เลย หากเราไม่ทำบัญชี

เช่นเดียวกับ ปรีดาธพันธุ์ จันทร์เรือง อายุ 41 ปี ชาวนายุคใหม่ จ.ชัยนาท โด่งดังในโลกออนไลน์เพราะขายข้าวได้ตันละ 8 หมื่นบาท กล่าวว่า ได้ลาออกจากงานในตำแหน่งผู้จัดการด้านบรรจุภัณฑ์และมาทำนาเมื่อต้นปี 2557 จากนั้นได้เริ่มวางแผนการปลูกโดยนำความรู้จากการทำงานภาคเอกชนมาก่อนเป็นฐาน จึงเริ่มที่การศึกษาตลาดว่าคนสนใจสุขภาพ แล้วไปศึกษาว่าข้าวชนิดไหนมีคุณสมบัติเป็นยา ซึ่งมีข้อมูลวิจัยทางการแพทย์มากมายให้เข้าไปอ่าน

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเพาะปลูก สรุปที่ข้าว 3 ชนิด คือข้าวสินเหล็ก ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิ เลือกการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และสร้างแบนด์ของตนเองขึ้นมา จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปขายในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ ร่วมถึงการเข้าโครงการผูกปิ่นโต ที่โครงการจะหาเจ้าบ่าวคือผู้ซื้อมาหาเราคือเจ้าสาว ซึ่งส่วนมากมีลูกค้าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ และในช่วง 2 ปีนี้ เติบโตมากทำให้มีการจองข้าวล่วงหน้า 1-3 ปี จำหน่ายในกิโลกรัมละ 80 บาท ผู้จองต้องโอนเงินล่วงหน้า จากนั้นจะมีการรายงานผลการปลูกผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก

“ผมว่าทางรอดของเกษตรกร คือเราต้องมองว่า ตลาดคือใคร อยู่ที่ไหน และวิ่งไปหาลูกค้า หาสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งชาวนารุ่นพ่อแม่อาจจะเปลี่ยนยาก แต่รุ่นลูกหรือเยาวชนหากสนใจผมว่าจะไปได้เร็ว เพราะขณะนี้การขายผ่านระบบออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐาน ซึ่งหลังจากตลาดโตขึ้นก็มีสมาชิกเข้ามาร่วมปลูกประมาณ 15 ราย ทุกรายผมจะต้องคุมมาตรฐานไม่ใช้สารเคมีในการผลิตทั้งหมด“ ปรีดาธพันธุ์ ระบุ

นี่คือสองตัวอย่างเกษตรกรไทยที่ก้าวสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ สามารถสร้างรายได้และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค