
ทางตันที่ต้องทลาย
โดย...ชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดย...ชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยร่วมเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ด้วยภารกิจของโครงการประเทศไทย 4.0 เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำและบริษัทชื่อก้องโลกที่กระจุกตัวอยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของอุตสาหกรรมไฮเทค บริเวณตอนใต้ของเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนียโดยเป็นที่ตั้งของยอดมหาวิทยาลัยทางด้านวิศวกรรม เช่น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ที่โด่งดังเรื่องวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อีกทั้งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานฟรานซิสโก สุดยอดทางการแพทย์ และมหาวิทยาลัยซานโฮเซสเตท ที่มีชื่อเสียงเรื่องการจัดการด้านนวัตกรรม
เรายังไปเพื่อแสวงหาสูตรลับแห่งความสำเร็จ ที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้ทำอย่างไรถึงสามารถร่วมมือกับเอกชน สร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมจนออกสู่ตลาดโลกได้สำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราพบว่าทุกมหาวิทยาลัยมีสูตรสำเร็จเดียวกันทั้งสิ้น คือ 1.มีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ข้ามคณะ ข้ามสาขา หรือแม้แต่ข้ามมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดเป็นศาสตร์แขนงใหม่ๆ มากมาย เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งเทคโนโลยี
2.มีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของหลักสูตรได้รวดเร็ว คิดวันนี้เทอมหน้าเปิดสอนได้ทันที 3.เป็นการเรียนการสอนและการวิจัยที่ไร้พรมแดนโดยแท้จริง ไม่ได้แยกมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งไม่ได้แยกว่าอยู่ประเทศใด อีกทั้งไม่ได้มองกันเป็นคู่แข่ง ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ลูกค้าเดียวกัน ทำเรื่องเดียวกัน แต่กลับมองเป็นพันธมิตร ที่ต้องร่วมกันต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 4.ยอมรับความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และมีความเท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งเป็นความสวยงามในโลกแห่งวิชาการ และ 5.เชื่อว่าอะไรก็เป็นไปได้ หากมีความฝันและมีความมุ่งมั่นก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้
เคล็ดไม่ลับทั้งหมดนี้เข้าใจได้ไม่ยาก และก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นกลไกนำไปสู่ความสำเร็จได้จริงๆ แต่เมื่อย้อนกลับมาดูการจัดการของมหาวิทยาลัยไทยแล้วก็ใจหาย เพราะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คือ 1.มักจัดการเรียนการสอนแบบสาขาใครสาขามัน การเรียนรู้และสร้างสรรค์แบบบูรณาการจึงไม่เกิดขึ้น 2.เข้มงวดมากเกินไป ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนยาก บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับการรับรองทางวิชาชีพ ซึ่งก็ไม่ทันสมัยด้วยเช่นกัน 3.มักอยู่แบบองค์กรใครองค์กรมัน บ้างก็แข่งขันกัน จึงเกิดความร่วมมืออย่างแนบแน่นแท้จริงได้น้อยมาก 4.ไม่เน้นความหลากหลาย แต่เน้นวิชาการหรือวิจัยสายเดียวกันเท่านั้น หรือเป็นศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และ 5.อะไรก็เป็นไปไม่ได้ หากขัดกับความคิดดั้งเดิม หรือขัดกับคนดั้งเดิม
เมื่อเห็นได้ชัดกันอย่างนี้แล้ว จึงต้องบอกว่าอุดมศึกษาไทยคงถึงทางตันไม่สามารถพัฒนา หรือปฏิรูปเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคตได้ หากไม่แก้ไขโดยด่วน เรื่องไทยแลนด์ 4.0 แม้เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ต้องพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม แต่ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้จึงยากที่จะเป็นไปได้ จนถึงกับมีการพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องแพ้เวียดนามและอินโดนีเซียในทศวรรษหน้าแน่นอน ซึ่งเราคงไม่ยอมให้เกิดขึ้น
แต่จะโทษมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่ได้ เพราะที่กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรอย่างนี้ อาจมาจากการวางโครงสร้างแบบราชการที่คิดแบบควบคุมเป็นหลักไม่ได้คิดแบบพัฒนา แต่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ หากมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าและต้องพึ่งคนรุ่นใหม่ ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ เพราะคนรุ่นใหม่จะมีความกล้า ชอบแสวงหาความคิดใหม่ๆ และกล้าที่จะท้าทาย ทั้งยังสนุกกับการทำสิ่งยากๆ จึงจะสามารถทลายทางตันทางการศึกษาได้สำเร็จ
ดังนั้น มหาวิทยาลัยไทยจึงต้องเร่งวางโครงสร้างเพื่อรองรับผู้นำ รุ่นใหม่ อนาคตการศึกษาขั้นสูงของไทยจึงจะไปรอด สู้เขาได้







