
5 เทคโนโลยีมาแรง หนุนธุรกิจไทยสู่ 4.0
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) แนะผู้ประกอบการและผู้บริโภคเกาะติดเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงประจำปี 2560
“ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร” ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดเผยว่า เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในโลก 5 ด้านหลักที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องติดตาม คือ 1.อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ 2 เทคโนโลยี ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ 3.เทคโนโลยีฟินเทค 4.บล็อกเชน และ 5.บิ๊กดาต้าและอนาไลติกส์ จะมีบทบาทและมีความสำคัญยิ่งขึ้นพร้อมกับเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับ 5 เทคโนโลยีหลักในโลก ทั้ง “อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์” (Internet of Things) ทำให้การเชื่อมต่อทุกอย่างสามารถดำเนินการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด หรือการทำให้อุปกรณ์สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ซึ่งสามารถนำมารวมกับ “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” (Cybersecurity) มีผลให้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ของอุปกรณ์ต่างๆ มีความปลอดภัยอย่างมาก ด้าน “ฟินเทค” (FinTech) จะส่งผลทำให้มีการจัดตั้งบริษัทลูกใหม่ในไทยที่เกี่ยวข้องกับฟินเทคมากขึ้น และมีการจัดตั้งสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทยแล้ว
“บล็อกเชน” (Blockchain) มีผลอย่างมากต่อระบบการเงินและยังส่งผลต่อเนื่องไปยังการเก็บข้อมูลต่างๆ หรือการเลือกตั้ง เทคโนโลยีสามารถสร้างสิ่งใหม่ได้ไม่จำกัด และ “บิ๊กดาต้าและอนาไลติกส์” (Big Data Analytics) ทำให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลมหาศาลและการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างมาก รวมถึงสามารถคาดการณ์ทิศทางในอนาคตได้
ทั้งนี้ การเข้ามาของเทคโนโลยีดังกล่าว ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจำเป็นต้องรับรู้ประโยชน์ ข้อมูล ผลดีและผลเสียต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับภาคธุรกิจ และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ส่วนบทบาทของหน่วยงานวิจัย “เนคเทค” พร้อมส่งเสริมการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยมากที่สุด
“ศรัณย์” กล่าวต่อว่า เนคเทคได้มีการพัฒนา 1.NETPIE แพลตฟอร์ม IoT ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ รวมถึงภาคเอสเอ็มอีที่จะมีกล่องเซ็นเซอร์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เพื่อตรวจสอบและดูแลสุขภาพของเครื่องจักรในโรงงาน โดยกล่องดังกล่าวจะตรวจสอบได้ว่าเครื่องจักรมีการทำงานอย่างไร เป็นปกติหรือไม่ หากเครื่องจักรชิ้นใดที่มีปัญหาสามารถตรวจสอบได้ทันที รวมถึงการประเมินว่าเครื่องจักรชิ้นใดที่ถึงเวลาต้องซ่อมแล้ว ซึ่งข้อมูลจะรายงานผ่านคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน
ระบบ NETPIE จึงเป็นระบบที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีอย่างมาก ซึ่งพร้อมถ่ายทอดให้แก่ธุรกิจที่สนใจ นำระบบดังกล่าวไปใช้ในโรงงานแล้ว และยังสอดรับการเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย
2.สมาร์ทฟาร์ม มีการพัฒนาอุปกรณ์ตั้งโปรแกรมให้น้ำได้ ที่จะมีเซ็นเซอร์ทำงานภายในและสามารถตรวจสอบความชื้นของดิน และการให้น้ำที่เหมาะสมได้ จึงส่งผลดีต่อเกษตรกรได้รับข้อมูลแม่นยำ และคาดว่าระบบนี้จะพร้อมเปิดให้บริการ ถ่ายทอดแก่เกษตรกรที่สนใจภายในปี 2560 ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ
3.การทำระบบมายเฮลท์ ไทยแลนด์ (MyHealth Thailand) จัดเป็นแอพพลิเคชั่นให้การจัดเก็บข้อมูลของผู้บริโภค ที่ปกติจะอยู่บนกระดาษให้มาอยู่บนแอพดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังมีการแนะนำเรื่องสุขภาพให้แก่ผู้ใช้งาน จึงส่งผลดีทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นได้ โดยเปิดให้บริการดาวน์โหลดแอพดังกล่าวแล้ว
4.การดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งได้ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีไปทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ดีขึ้นในหลายด้าน โดยมีหลายเทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่สนใจแล้ว
“ศรัณย์” กล่าวต่อว่า เนคเทคยังส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการพัฒนารถไฟฟ้า โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมพัฒนารถยนต์ที่ใช้แล้ว มาดัดแปลงใส่มอเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ สู่รถยนต์ไฟฟ้า และได้ส่งมอบให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ใช้งานในระยะแรก (เฟสแรก) แล้วต่อมาเฟสสอง กำลังพัฒนาชิ้นส่วนต่างๆ ที่คนไทยไม่ได้ผลิต ทั้งอินเวอร์เตอร์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงานมอเตอร์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งนี้การดัดแปลงรถรุ่นเก่าสู่รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะใช้เงินลงทุนเพียงไม่กี่แสนบาท
ต่อมาการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นระบบมาตรฐาน และต้องมีการทดสอบในด้านต่างๆ ซึ่งจะร่วมการกำหนดการสร้างมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย อาทิ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า เต้ารับ และเต้าเสียบ เป็นต้น เพื่อให้ได้มาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับประเทศไทย
สุดท้ายร่วมส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบ MOOC ได้มีการพัฒนาคลังข้อมูลและสื่อการเรียนการสอนให้ครบวงจรและครอบคลุมมากที่สุด โดยพร้อมใช้งานแล้วส่งเสริมการศึกษาดิจิทัล
“ศรัณย์” กล่าวด้วยว่า เนคเทคยังมีงานวิจัยจำนวนมาก พร้อมถ่ายทอดและส่งเสริม การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย และผู้ประกอบการไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0







