
ครม.ไฟเขียวพัฒนาอู่ตะเภาหวังเป็นฮับการบินอาเซียน
รมว.คมนาคมเผยครม.ไฟเขียวพัฒนาอู่ตะเภา เร่งสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงเปิดใช้ปี 64 ขยายโรงงานอุตสาหกรรมการบิน หวังสร้างงาน 7.6 พันตำแหน่ง รองรับการเป็นฮับการบินอาเซียน
รมว.คมนาคมเผยครม.ไฟเขียวพัฒนาอู่ตะเภา เร่งสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงเปิดใช้ปี 64 ขยายโรงงานอุตสาหกรรมการบิน หวังสร้างงาน 7.6 พันตำแหน่ง รองรับการเป็นฮับการบินอาเซียน
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาในระยะเวลา 15 ปี ซึ่งแบ่งเป็นสามช่วงประกอบไปด้วย ระยะแรก ปี 2560-2564 ระยะกลาง ปี2565-2569 ระยะยาว ปี 2570-2575 ซึ่งกระทรวงคมนาคมจัดทำร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นนิคมการบินครบวงจรทั้งด้านการท่องเที่ยวลและศูนย์ซ่อมอากาศยาน รวมถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องบิน โดยเฉพาะการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) มุ่งเป็นฮับการบินอาเซียนและศูนย์ซ่อมมาตรฐานสากล
โดยระยะแรกในปี 2560-2564 จะเร่งก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานให้ร่วมกับการขยายโรงซ่อมและอาคารผู้โดยสารควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในไทยให้ถึงร้อยละ 70 จากเดิม 28 แห่งเป็น 40-48 แห่ง หวังขยายฐานการผลิตชิ้นส่วนของไทยให้ก้าวขึ้นสู่ Tier 2 เพื่อสนับสนุนให้อู่ตะเภาก้าวขึ้นเป็นเมืองท่าอากาศยานของอาเซียน (Aeropolis) ภายในปี 2575 อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมแซมเครื่องบินของประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 6,500 ล้านบาท รวมถึงสร้างโอกสด้านอาชีพอีกกว่า 7,600 ตำแหน่ง สอดรับกับสัดส่วนตลาดเครื่องบินที่ทวีปเอเซียจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36 ของจำนวนการส่งมอบอากาศยานใหม่ 35,280 ลำในระยะเวลา 20 ปี นอกจากนี้ยังมีแผนยกระดับมาตรฐานบุคลากรโดยการก่อสร้างศูนย์ฝึกบุคลากรการบิน เพิ่มหลักสูตรผลิตบุคลากรทั้งนักบิน ลูกเรือและช่างซ่อมอากาศยาน เพื่อรองรับการเป็นฮับผลิตนักบินของอาเซียน
นายอาคม กล่าวต่อว่า ขณะนี้โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานได้รับความสนใจจากเอกชนยักษ์ใหญ่หลายราย ภายหลังจากที่รัฐบาลไทยเดินหน้าระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี โดยเฉพาะบริษัทการบินอย่างแอร์บัสที่สนใจเข้ามาก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงสำหรับอากาศยานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการขยายตัวของเครื่องบินลำใหญ่และตลาดการท่องเที่ยว เนื่องจากในทวีปเอเซียแปซิฟิคยังไม่มีศูนย์ซ่อมเครื่องบินขนาดใหญ่อีกทั้งในโลกนี้ยังมีเพียงแค่สองแห่งคือที่ประเทศจีนและเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์
อย่างไรก็ตามต่างประเทศต่างยกให้ไทยเป็นชาติที่มีศักยภาพทางภูมิศาสตร์การบินเหมาะสมต่อการเป็นฮับการบินของภูมิภาคอาเซียนที่กำลังมีเศรษฐกิจและมูลค่าการท่องเที่ยวเติบโตแบบก้าวกระโดในปัจจุบัน อีกทั้งที่ตั้งของสนามบินอู่ตะเภายังอยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจอีอีซีซึ่งมีศักยภาพสานต่อการค้าเส้นทางอาเซียนร่วมกับปัจจัยสนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อสนามบินทั้งมอเตอร์เวย์สาย 7 (พัทยา-มาบตะพุด) รถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางอีอีซีที่รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนา







