
'ปวิณ'พลิกบีจี ผลิตแก้วครบวงจร
ความท้าทายการทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วของบางกอกกล๊าส (บีจี)
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ความท้าทายการทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วของบางกอกกล๊าส (บีจี) ภายใต้ร่มเงาใหญ่บุญรอดบริวเวอรี่ มาจากการเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งไม่มาก ในขณะที่ดีมานด์หรือความต้องการของตลาดมีอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากกลุ่มเครื่องดื่ม อาหาร และยารักษาโรค บนธุรกิจที่ไม่หวือหวาดังกล่าวนับเป็นอีกโจทย์ที่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้ไม่เฉื่อยไม่ถึงทางตัน ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ของ ปวิณ ภิรมย์ภักดี เล็งว่าต้องไปในทิศอุตสาหกรรมแก้วครบวงจรหรือโททัลกลาส ถึงจะทำให้รายได้ขยับจาก 1.2 หมื่นล้านบาท เป็น 2.5 หมื่นล้านบาท ใน 5 ปี
ปวิณ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางกอกกล๊าส ผู้ดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วครบวงจร เปิดเผยว่า บางกอกกล๊าสอยู่ในวงการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แก้วในประเทศไทยมาร่วม 40 ปี จัดว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีการแข่งขัน เพราะผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่วางยุทธศาสตร์เจาะกลุ่มธุรกิจแตกต่างกัน ประกอบด้วย สยามกลาสอินดัสทรี ในกลุ่มของโอสถสภาผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดเพื่อป้อนในธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังมีส่วนแบ่ง 12%
ขณะที่คู่แข่งอีกหนึ่งราย คือ บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย หรือ ไทยกลาส ผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีส่วนแบ่ง 36% สำหรับบางกอกกล๊าส การผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดป้อนให้กับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเครือ 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม อาหาร ปัจจุบันเราเป็นผู้นำตลาดอุตสาหกรรมบรรจุแก้ว มีส่วนแบ่ง 38% จากตลาดมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท
สภาพตลาดที่นิ่ง ไม่หวือหวา การเติบโตมีแต่ถดถอย ก้าวต่อไปของบางกอกกล๊าส หรือบีจี ต้องการเป็นโททัล กลาส โซลูชั่น หรือจากแค่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ขวดแตกไปสู่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับแก้ว ผมมองว่าหากหันไปดูผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่บรรจุภัณฑ์แก้ว แต่เป็นวัตถุทำจากแก้วจะเห็นว่าแค่ตื่นมาทุกเช้าตั้งแต่นอนจนกระทั่งกลับไปนอนอีกครั้ง ชิ้นส่วนทำจากแก้วมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา เป็นต้น บางกอกกล๊าสจึงมองว่านี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่เราจะขยายไปสู่ธุรกิจอื่นที่ต่อยอดมาจากแก้ว
“ผมได้มีโอกาสเรียนรู้การดำเนินธุรกิจและกระบวนการทำงานทุกหน่วยงานของบางกอกกล๊าส ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคนิค ฝ่ายผลิต ส่งออก การตลาด การขาย และการเงิน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ช่วงแรกเน้นกระจกแผ่นก่อน จากนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า เช่น ลามิเนท แทมเปอร์ รวมไปถึงการพัฒนากระจกประหยัดพลังงาน ให้สมดุลกับราคาไม่แพงเหมือนกับการนำเข้า แต่เราเซตมาตรฐานให้เป็นระดับสากล”
ในส่วนของการลงทุนจากนี้ไป บริษัทเน้นการร่วมทุนกับพันธมิตร โดยเน้นสร้างโรงงานในไทยเป็นหลัก การจะตั้งโรงงานผลิตแก้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน เช่น อินโดนีเซีย พลังงานถูกแต่ต้นทุนขนส่งสูง วัตถุดิบผลิตเศษแก้วต้องมีปริมาณมาก มาตรฐานการผลิตของบีจีต้องใช้เศษแก้ว 70% มากกว่าการใช้ทราย
สำหรับโจทย์ใหญ่ที่ สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บุญรอดบริวเวอรี่ ในฐานะลุงต้องการปลุกปั้นรายได้ธุรกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งมั่นใจว่าด้วยประสบการณ์ทำงานธุรกิจ วิชั่นนี้แจ้งเกิดและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้กับการแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากขวดแก้ว







