
อิสรภาพทางการเงินของแท้ (ตอน 1)
“อิสรภาพทางการเงิน” หรือ Financial Freedom เป็นคำที่ฮิตและนิยมพูดถึงกันมากในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่พอเรียนจบปุ๊บก็เริ่มร้องหาคำนี้กันทันทีตั้งแต่เริ่มทำงาน
“อิสรภาพทางการเงิน” หรือ Financial Freedom เป็นคำที่ฮิตและนิยมพูดถึงกันมากในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่พอเรียนจบปุ๊บก็เริ่มร้องหาคำนี้กันทันทีตั้งแต่เริ่มทำงาน
โดยส่วนตัวจำความได้ว่าคำคำนี้เป็นที่ถวิลหาของใครหลายคน หลังจากที่หนังสือ Rich Dad Poor Dad หรือ พ่อรวยสอนลูก ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ออกวางจำหน่ายในเมืองไทยราวปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) โดยนิยามที่คิโยซากิให้ไว้สำหรับคำว่าอิสรภาพทางการเงินก็คือ การที่คนเรามีรายได้จากทรัพย์สิน หรือ Passive Income มากกว่ารายจ่ายรวม
ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด แถมคนส่วนใหญ่ยังชอบทำให้มันเป็นอะไรที่เกินเอื้อม โดยมองข้ามอิสรภาพทางการเงินที่ทำได้ง่ายๆ ใกล้ตัว
คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” นั้นประกอบด้วย 3 สิ่งสำคัญรวมอยู่ด้วยกัน ได้แก่ รายได้ เวลา และอิสระในการเลือก เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตนั่นก็คือ “ความสุขแท้” (ไม่เทียมไม่ปรุงแต่ง) และมันจะเรียกว่าอิสรภาพทางการเงินไม่ได้เลย ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 3 สิ่งนี้ไป
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังตีความหมายและองค์ประกอบของอิสรภาพทางการเงินแบบหลงทาง ทำให้ต้องเสียเวลาอยู่นาน เพราะคิดเอาเองว่ากำลังเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงิน โดยที่ไม่เคยลองหยุดคิด หยุดดู หรือหยุดถามตัวเองเลย ดังนั้นเพื่อให้ทุกท่านมองเห็นและเข้าใจคำว่าอิสรภาพทางการเงินกันดีขึ้น วันนี้ผมมีคำอธิบายความที่ตกผลึกจากการเดินทางบนเส้นทางนี้มากว่า 10 ปีมาแลกเปลี่ยนกันครับ
รายได้ (Income)
หากเล่นกันตามตำรา 100% เงินหรือรายได้สำหรับการมีอิสรภาพทางการเงินนั้น ไม่ได้หมายถึงรายได้อะไรก็ได้ จากไหนก็ได้ แต่จะต้องเป็นรายได้ที่มาจากทรัพย์สิน หรือ Passive Income นัยว่าต้องเป็นรายได้ที่ยังคงได้รับ แม้ว่าจะหยุดหรือไม่ได้ทำงาน
และด้วยคำว่า “หยุดทำงานได้” นี่กระมัง ที่ทำให้คนเรามองว่ารายได้ที่จะสนับสนุนอิสรภาพทางการเงินนั้นจะต้องมากมาย (หรือแยะ) ซึ่งในความเป็นจริง หากมองโจทย์ดูดีๆ ก็จะพบว่าโจทย์ที่แท้จริงคือ “รายจ่าย” ไม่ใช่รายได้ ดังนั้นคนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงินต้องตั้งโจทย์ให้ถูกเสียก่อนว่า รายจ่ายที่ตรงกับไลฟ์สไตล์เรานั้นเป็นเท่าไหร่
ผมเน้นคำว่า “ไลฟ์สไตล์เรา” หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต้องการ เพราะมันต้องเป็นของเราจริงๆ เป็นสิ่งที่เราคิดได้เอง ไม่ใช่ยืมคนอื่นมา บ้านหลังใหญ่ รถยนต์คันงาม ท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่อยู่ในความคิดของเรามาโดยตลอด อาจเป็นรายจ่ายที่มาจากฝันที่หยิบยืมมาจากคนอื่นก็ได้ ดังนั้นต้องนั่งลงคุยกับตัวเอง คุยกับคนที่รัก แล้วออกแบบไลฟ์สไตล์ของตัวเองจริง เพื่อนำไปสู่รายจ่ายที่เป็นโจทย์อิสรภาพทางการเงินของคุณเอง
ไม่แน่นะครับ! ถ้าคุณได้นั่งคุยกับตัวเองจริงๆ คุณอาจพบว่าโจทย์ของอิสรภาพทางการเงินของคุณง่ายกว่าที่คาดคิดไว้ก็ได้
ยังเหลือองค์ประกอบอีก 2 สิ่ง คือ เวลาและอิสระในการเลือก รวมทั้งบทสรุปของ “อิสรภาพทางการเงินของแท้” ที่ต้องมาตามกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ







