
เศรษฐกิจกำลังจะฟื้น
ในหนึ่งรอบของวัฏจักรเศรษฐกิจ จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง เริ่มจากฟื้นตัว-เฟื่องฟู-ถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง-ถดถอย ซึ่งแต่ละช่วงจะมี “พระเอก” ที่เป็นผู้ชนะในสนามการลงทุนที่แตกต่างกัน
ในหนึ่งรอบของวัฏจักรเศรษฐกิจ จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง เริ่มจากฟื้นตัว-เฟื่องฟู-ถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง-ถดถอย ซึ่งแต่ละช่วงจะมี “พระเอก” ที่เป็นผู้ชนะในสนามการลงทุนที่แตกต่างกัน
นอกจากจะคัดเลือกพระเอกของการลงทุนแต่ละช่วงแล้ว เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการสายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ยังจัด “พระรอง” มาให้เป็นเพื่อนพระเอกอีกด้วย โดยระบุว่า
ช่วงฟื้นตัว (1) หุ้น เป็นพระเอก ตราสารหนี้ เป็นพระรอง
ช่วงเฟื่องฟู (2) สินค้าโภคภัณฑ์ถูกดันขึ้นมาเป็นพระเอก ขณะที่หุ้นหล่นลงมาเป็นพระรอง
ช่วงถดถอย+เงินเฟ้อ (3) เงินฝาก เป็นพระเอก โดยที่มีสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาเป็นพระรอง
ช่วงถดถอย (4) ตราสารหนี้ เป็นพระเอก และพระรอง คือ เงินฝาก
“ตอนนี้ประเทศไทยถือว่าอยู่ในปลายช่วงที่ 2 กำลังจะเข้าช่วงที่ 3 เพราะฉะนั้นกลยุทธ์ คือ เพิ่มสินค้าโภคภัณฑ์เข้าพอร์ต” เผดิมภพ ประเมิน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศในโลกจะอยู่ในวัฏจักรเดียวกัน
เพราะฉะนั้นหากจะไปตามหาพระเอกในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส แนะนำให้ประเมินจากหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่น ภาวะเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นปัจจัยเดียวกัน แต่ผลกระทบที่มีต่อแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน
“เศรษฐกิจไทยชอบบาทอ่อน เพราะธุรกิจขนาดใหญ่เป็นการส่งออก แต่ตลาดหุ้นไทยชอบบาทแข็ง เพราะนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุน คาดหวังกำไร 2 เด้ง คือ กำไรจากการลงทุนและกำไรจากค่าเงินบาท แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่นจะชอบค่าเงินอ่อน เพราะมีฐานการผลิตอยู่ต่างประเทศ เวลาเปลี่ยนกลับมาเป็นเยนแล้วจะได้กำไรมากขึ้น” ประภาส กล่าว
แต่หากจะต้องเลือก “พระเอก” สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ ประภาส เทใจให้กับ “หุ้น”
“ในช่วงนี้ที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น หรือเงินเฟ้อกำลังจะมา และถ้าดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป บวกกับเศรษฐกิจมีการเติบโต ตลาดหุ้นจะชอบ เพราะฉะนั้นในรอบนี้น่าจะเป็น Super Boom ในตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดอื่นๆ” ประภาส กล่าว







