posttoday
จับตาหนี้เสียเอสเอ็มอี หลังเผชิญผลกระทบเศรษฐกิจหนักสุด

จับตาหนี้เสียเอสเอ็มอี หลังเผชิญผลกระทบเศรษฐกิจหนักสุด

29 มกราคม 2560

แบงก์ห่วงหนี้เสียเอสเอ็มอีปีนี้ ผลกระทบเศรษฐกิจหนักสุด ด้าน ธปท.เผยหนี้เสียไตรมาส 4 ปีก่อนเพิ่ม 4.84 หมื่นล้าน

แบงก์ห่วงหนี้เสียเอสเอ็มอีปีนี้ ผลกระทบเศรษฐกิจหนักสุด ด้าน ธปท.เผยหนี้เสียไตรมาส 4 ปีก่อนเพิ่ม 4.84 หมื่นล้าน

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ของธนาคารเริ่มทรงตัวและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ก็ต้องติดตามดูว่า ในปี 2560 เอ็นพีแอลจะทรงตัวในระดับสูงต่อไปหรือจะปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่ยังมีปัญหาเอ็นพีแอลสูงอยู่ เพราะเป็นธุรกิจหลักที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้รายงานข้อมูลเอ็นพีแอลก่อนหักสำรอง จำแนกตามกลุ่มประเภทสถาบันการเงิน ล่าสุดเมื่อไตรมาส 4 ปี 2559 ที่ผ่านมาว่าทั้งระบบสถาบันการเงินมีหนี้เอ็นพีแอลก่อนหักสำรองรวมกัน 3.87 แสนล้านบาทหรือ 2.83% ของสินเชื่อรวม เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 3.38 แสนล้านบาทหรือ 2.56% คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 4.84 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น14.31%

สำหรับหนี้เอ็นพีแอลก่อนหักสำรองส่วนใหญ่เป็นของธนาคารพาณิชย์ 3.81 หมื่นล้านบาท หรือ 2.99% ของสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.8 หมื่นล้านบาท หรือ 14.43%  ส่วนสาขาธนาคารต่างประเทศอยู่ที่ 4,734 ล้านบาท หรือ 0.53% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 93 ล้านบาท หรือ 2% ส่วนของบริษัทเงินทุน (บง.) บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (บค.) และกิจการวิเทศธนกิจมีจำนวนน้อยมากจน ธปท.ไม่นำมารายงานและไม่นำมาคำนวณ

นอกจากนี้ ธปท.ยังรายงานเอ็นพีแอลสุทธิที่หักกันสำรองแล้วในระบบสถาบันการเงินอยู่ที่ 1.78 แสนล้านบาท หรือ 1.33% ของสินเชื่อรวม เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 1.58 แสนล้านบาท หรือ 1.21%  คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.1 หมื่นล้านบาท หรือ 13.06% โดยเอ็นพีแอลสุทธิที่หักสำรองแล้ว ส่วนใหญ่เป็นของธนาคารพาณิชย์ 1.77 แสนล้านบาท หรือ 1.41% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.1 หมื่นล้านบาท หรือ 13.32% และเป็นของสาขาธนาคารต่างประเทศเพียง 503 ล้านบาท หรือ 0.06% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 386 ล้านบาท หรือ 43.42%

สำหรับระดับเอ็นพีแอลในระบบธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากธนาคารมีการสำรองหนี้เสียที่เพียงพอ และมีการติดตามและจัดการหนี้เสียอย่างใกล้ชิด แต่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคารบ้าง เนื่องจากภาระกันสำรองเพิ่มขึ้นมีผลให้กำไรสุทธิลดลง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ทิศทางการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2560 ว่าคงปรับตัวดีขึ้นได้ที่ 4% (กรอบ 3-5%) หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3.4-5.6 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีสมดุลมากขึ้น จากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสินเชื่อรายย่อยที่คาดว่าจะกลับเติบโตดีมาที่ 5.5% (กรอบ 4.5-6.5%)

ทั้งนี้ ในส่วนของการแข่งขันระดมเงินฝากจะกลับมาเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากและตั๋วแลกเงิน (LTD+B/E) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ มีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องและอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกเริ่มกลับสู่ขาขึ้นตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ซึ่งคงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการระดมทุนของธนาคารพาณิชย์ และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อาจยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน ทำให้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและเพิ่มทางเลือกในการออมให้กับลูกค้ามากขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน