
ธุรกิจหลักทรัพย์ เดือด!!
ปี 2560 ธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แข่งขันดุเดือด มีผู้เล่นใหม่เข้ามา ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ที่นับวันจะลดลง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ปี 2560 ธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แข่งขันดุเดือด มีผู้เล่นใหม่เข้ามา ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ที่นับวันจะลดลง ทำให้ต้องปรับตัว เพิ่มเครื่องมือเพื่อให้บริการลูกค้ามากขึ้น
“ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงเช่นเดิม จะเริ่มมีผู้เล่นใหม่เข้ามาในรูปแบบมีเทคโนโลยีที่คิดว่ามาช่วยทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ทุก บล.เหนื่อย ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองที่จะหาตัวช่วยนักลงทุนมากขึ้น
ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาหากคิดเพียงว่าแค่มีระบบที่ทำให้ต้นทุนที่ถูกกว่า ต้องไม่ประมาท เพราะความจริงมีต้นทุนแฝงอยู่มาก โดยเฉพาะระบบงานหลังบ้านที่ต้องดูแลทรัพย์สินของลูกค้าเป็นอย่างดี ที่สำคัญระบบต้องสามารถเดินไปได้ตลอด พร้อมกับการเก็บแบ็กอัพข้อมูลที่มากกว่า 1 ระบบ
สิ่งที่สมาคมพยายามดำเนินการ คือ การแข่งขันที่อยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของลูกค้า ไม่เน้นแข่งขันด้านราคาหรือหั่นค่าคอมมิชชั่น เพราะค่าคอมมิชชั่นถูกไม่ใช่คำตอบที่ทำให้ลูกค้าได้รับอัตราผลตอบแทนที่ดี หรือมีสินทรัพย์ที่งอกเงยอย่างมั่นคงได้ เพราะเมื่อเกิดความเสียหายก็ต้องมีช่องทางทำให้ได้ลงทุนหรือเรียนรู้ เข้าใจ รู้จังหวะในการลงทุนที่มากขึ้นด้วย
ปีนี้อุตสาหกรรม บล.จะก้าวสู่ “ยุคดิจิทัล 2.0” ที่ทุกแห่งเข้าสู่โหมดดิจิทัล 100% ตั้งแต่ระบบการเปิดบัญชี การเข้าถึงบทวิเคราะห์ ฯลฯ หลังจากเริ่มเวอร์ชั่น 1.0 มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมทำได้ประมาณ 75-80% ส่วนเวอร์ชั่น 2.0 จะเน้นโปรโมทนวัตกรรม ควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยในเทคโนโลยี รวมไปถึงการเตรียมระบบหลังบ้านเพื่อก้าวไปสู่ T+2 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีเป้าหมายว่าจะพยายามให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะเป็นปีนี้หรือปีหน้า
“ค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 0.12% แต่ต้องแยกค่าคอมมิชชั่นในส่วนลูกค้าสถาบันต่างประเทศออกมาเพราะเป็นระดับที่ต่ำ เนื่องจากสามารถคีย์คำสั่งซื้อขายได้โดยตรง แต่หากดูค่าคอมมิชชั่นประเภทนักลงทุนรายบุคคลเฉลี่ยอยู่ที่ 0.14% แต่หากไปถึงระดับ 0.12% จะทำให้ บล.ทุกแห่งต้องแบกรับขาดทุน” ภัทธีรา กล่าว
ดังนั้น บล.จะต้องมีนโยบายบริหารคอมมิชชั่นที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมามูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวัน 5 หมื่นล้านบาท มีบาง บล.ขาดทุน เพราะมีต้นทุนแฝงอยู่มาก โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยทางด้านไอทีในการป้องกันข้อมูลของลูกค้าหรือระบบการซื้อขายให้มีเสถียรภาพ
“อุตสาหกรรมตื่นตัวกับการออก แอพพลิเคชั่นใหม่ ทั้งร่วมมือกับพันธมิตรฟินเทค หรือแต่ละบริษัทพัฒนาออกมาเปิดตัวแข่งขัน เป็นการดึงดูดและเสริมการบริการลูกค้า สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ด้านหนึ่งคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และเป็นเรื่องยากที่ บล.จะปฏิเสธ รวมถึงการดูแลระบบความปลอดภัยทางด้านไอทีที่ต้องป้องกันข้อมูลของลูกค้าหรือระบบการซื้อขายให้มีเสถียรภาพ ทั้งหมดนี้คือการเพิ่มสินค้าและบริการนักลงทุนอย่างดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าอยู่กับแต่ละ บล.ไปได้นาน” ภัทธีรา กล่าว
โจทย์ใหญ่ในบทบาทของสมาคม คือ ช่วยลดต้นทุนในอุตสาหกรรมนั่นคือ “ระบบหลังบ้าน” สำหรับการซื้อขายหุ้นถึงเวลาที่ต้องรุกอย่างจริงจัง จากตลอดกว่า 10 ปีแทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ตลท.ได้พัฒนาและเปลี่ยนระบบงานหน้าบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วตั้งแต่สมัย “จรัมพร โชติกเสถียร” และ ตลท.ได้ช่วยเรื่องระบบงานหลังบ้านของตลาดอนุพันธ์ และล่าสุด ตลท.ได้วางระบบโครงสร้างพื้นฐานการทำแพลตฟอร์มหน่วยลงทุน “ฟันด์คอนเน็ค” ทำให้ บล.เกิดการขายหน่วยลงทุนในวงกว้างมากขึ้น เพราะทำให้ต้นทุน บล.ลดลง
สมาคมกับ ตลท.ได้หารือกับทางสมาชิก และอยู่ระหว่างการออกแบบหรือวางแพลตฟอร์มว่าจะใช้ไอทีหรือบล็อกเชนดำเนินการอย่างไร เนื่องจากแผนเดิมคาดกันว่า T+2 จะแล้วเสร็จปี 2561 แต่เมื่อมีระบบไอที ระบบการทำอี-เพย์เมนต์กับพร้อมเพย์ของธนาคารพาณิชย์ ก็ต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไร
ทั้งหมดจะส่งผลดีกับตลาดทุนทำให้ลูกค้าใช้ซูเปอร์ไฮเวย์ตัดเงิน การชำระราคาหุ้น การส่งมอบหุ้นมีกระบวนการรองรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อระบบการเงินกับตลาดทุนเชื่อมโยงกันจะทำให้ระบบมีความสมบูรณ์มากขึ้น คือ ทั้งเร็วและแม่นยำมากขึ้น







