
โก๊ะห์ เซียง คอนดอม คิง มาเลเซีย
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
ไม่ใช่แค่ในอาเซียนแต่ โก๊ะห์ เซียง (Goh Siang) นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ได้รับการยกย่องให้เป็น “คอนดอม คิง” ราชาธุรกิจถุงยางอนามัยระดับโลก ด้วยการบริหารธุรกิจที่เขาเชื่อว่าไม่ใช่แค่การขายสินค้าแต่เป็นการมอบความปลอดภัยให้กับชีวิตและอนาคตของลูกค้าอีกด้วย เพราะความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ที่บริษัท Karex Industries Sdn Bhd ส่งมอบความสุขให้ผู้คนกว่าปีละ 6,000 ล้านชิ้น
พร้อมขึ้นสู่การเป็นเจ้าของกิจการถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดถึง 1 ใน 5 หรือ 20% ของปริมาณการบริโภคถุงยางอนามัยของโลก ซึ่งอยู่ที่กว่า 3 หมื่นล้านชิ้น/ปี โดยแคเร็กซ์ขาย สินค้าในกว่า 220 ประเทศทั่วโลกครอบคลุมแบรนด์ที่รู้จักกันดีทั่วโลกอย่าง Durex และ Lifestyle นับเป็นอีกหนึ่งกิจการที่มีดีมานด์ไม่สิ้นสุดจากจำนวนประชากรโลกกว่า 2,700 ล้านคน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.6% หรือ 270 ล้านคน/ปี
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่กิจกรรมความสัมพันธ์บนเตียงของคู่รักมิได้ลดลงตามตัวเลขเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการหาทางออกให้กับความเครียดจากพิษเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายคุมกำเนิดของรัฐบาล การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญอย่างเอดส์ส่งผลให้แคเร็กซ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งรายได้และยอดขายทั่วโลก
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2531 กิจการเริ่มต้นในยุคปู่ของเขาจากธุรกิจแปรรูปยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของมาเลเซีย และใช้เวลาเพียง 4-5 ปี ค้นพบผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาและตระกูลไปตลอดกาล ในช่วงเวลาดังกล่าวแคเร็กซ์ได้ออกสินค้าใหม่จำนวนมากเพื่อยึดหัวหาดมาเลเซีย พร้อมกับโอกาสทางธุรกิจแคเร็กซ์ที่สดใสมากขึ้น หลังจากองค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก (WHO) รณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ส่งผลให้ยอดขายถุงยางอนามัยทั่วโลกโตอย่างก้าวมากจนชื่อ โก๊ะห์ เซียง ถูกยกให้ขึ้นแท่นเป็นราชาถุงยางอนามัยของโลก
“ในวัยเด็กผมมักจะเลี่ยงเสมอเมื่อเพื่อนๆ ถามถึงธุรกิจครอบครัว โดยผมบอกเพียงแค่ว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราและหวังว่าเพื่อนจะไม่ถามอะไรไปลึกกว่านั้น” โก๊ะห์เล่าให้ฟังว่าเขามักจะปกปิดเรื่องกิจการถุงยางอนามัยตลอดมาด้วยความอับอายสมัยยังเด็ก ทว่าปัจจุบันความอายดังกล่าวถูกลบล้างด้วยความสำเร็จและชื่อเสียงที่ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 48 ของมาเลเซียด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 7,100 ล้านบาท
ปัจจุบันแคเร็กซ์มีโรงงานทั้งสิ้น 4 แห่งกระจายอยู่ในมาเลเซีย และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ของไทย อีก 1 แห่ง โดยกำไรของแคเร็กซ์ปีล่าสุดขยายตัวสูงถึง 69% เมื่อเทียบกับ ปี 2557 เติบโตเฉลี่ยต่อปี 17% ส่วนด้านตัวเลขรายได้ปี 2559 ขยายตัวถึง 15% โดยเฉพาะกำไรสุทธิเติบโตถึง 55% เทียบกับปี 2558 จากความสำเร็จในการยึดครองตลาดหลัก ได้แก่ จีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 1,700 ล้านคน ควบคู่ไปกับเข้ายึดตลาดเกิดใหม่อย่าง บราซิลและไนจีเรีย
“ผู้บริโภคจำนวนมากกว่าครึ่งตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ขณะที่ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งเลือกบริโภคโดยใช้ความสุขเป็นเกณฑ์ ดังนั้นบริษัทจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เหมาะสมกับเทรนด์การบริโภค วัฒนธรรมและขนาดร่างกายของผู้คนแต่ละทวีป” โก๊ะห์ กล่าว ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ของแคเร็กซ์จึงเน้นออกผลิตภัณฑ์พรีเมียมเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเน้นสีสันมากขึ้นแบบ ป๊อป คัลเจอร์ครอบคลุมรูปแบบที่หลากหลายและมีให้เลือกมากกว่า 92 ไซส์ ควบคู่ไปกับปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างถุงยางพอลิสไตรีน
โก๊ะห์ เซียง กล่าวถึงศักยภาพของตลาดอาเซียนว่า เขาวางแผนขยายฐานตลาดในอาเซียนให้มากขึ้นเพื่อรองรับศักยภาพของภูมิภาค ซึ่ง มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตามขนาดของเศรษฐกิจและจำนวนประชากร โดยเฉพาะตลาดเวียดนามและอินโดนีเซีย
โดยแคเร็กซ์ตั้งเป้าหมายการขยายตัวของธุรกิจระยะยาวไว้กับตลาดออนไลน์และระบบอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งจะเปิดโอกาสเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าตอบสนองเทรนด์การซื้อของลูกค้าในปัจจุบัน พร้อมกระตุ้นยอดขายการสั่งซื้อจากทั่วโลก คาดว่ายอดขายถุงยางอนามัยมีแนวโน้มจะพุ่งสูงถึง 4.4 หมื่นล้านชิ้นในปี 2563 หรือขยายตัวเกือบ 50%
โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการใช้ถุงยางอนามัยนั้นสูงถึง 19.4%







