
ฟื้นชีพซูเปอร์โซนิก ลดเวลาเดินทาง
การเดินทางทางอากาศเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกให้เจริญเติบโต
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การเดินทางทางอากาศเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกให้เจริญเติบโต เช่นไทยที่จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากมีสาย
การบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์ส) หลายรายให้บริการ เพราะทำให้คนมีโอกาสเดินทางมากขึ้น
จากรายงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่จัดทำขึ้นในงานเวิลด์ ทราเวล มาร์เก็ต 2016 ปลายปีที่ผ่านมา กล่าวถึงแนวโน้มการบินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องการความรวดเร็วมากขึ้น คาดหวังว่าการให้บริการเที่ยวบินซูเปอร์โซนิก หรือเครื่องบินที่มีความเร็วมากกว่าเสียงจะกลับมาสู่น่านฟ้า สะท้อนจากสถิติของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นระดับบริหาร สำรวจมากแล้วพบว่า 2 ใน 3 หรือ 63% เชื่อว่าการบินแบบซูเปอร์โซนิกจะกลายเป็นรูปแบบการเดินทางหลักของนักวางแผนเดินทางในอนาคต
ทั้งนี้คองคอร์ดเป็นผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารประเภทซูเปอร์โซนิกออกมารายแรกในตลาด แต่ถอนเครื่องบินประเภทนี้ออกจากตลาดไปในปี 2546 หลังเกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินชนกันในปารีสปี 2543 และวินาศกรรมเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่สหรัฐ วันที่ 11 ก.ย. 2544 อย่างไรก็ตามมีบริษัทด้านการบินหลายรายกำลังพัฒนาเทคโนโลยีซูเปอร์โซนิกเพื่อช่วยลดระยะเวลาบินลงครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดโอกาสสร้างเส้นทางบินระยะไกลใหม่ๆ ด้วย
องค์การด้านอวกาศเพื่อมวลมนุษยชาติ (นาซ่า) และหน่วยงานค้นคว้าวิจัยขั้นสูงของสหรัฐอเมริกา (ดีเออาร์พีเอ) กำลังพัฒนาเครื่องบินร่วมกันภายใต้เทคโนโลยีซูเปอร์โซนิกเสียงเงียบ เพื่อสร้างเครื่องบินซูเปอร์โซนิกที่สามารถบินได้เสียงเงียบกว่าเครื่องบินคองคอร์ดที่เคยให้บริการ ซึ่งปรากฏการณ์เสียงดังของเครื่องบินนั้นอาจไปทำลายกำแพงป้องกันเสียงได้ โดยเครื่องบินลำใหม่ที่พัฒนาอยู่ คาดว่าจะทะยานสู่น่านฟ้าได้ต้นปี 2563 หากโครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุนตามที่วางแผนไว้
ขณะที่ฝั่งเวอร์จิ้น กรุ๊ป เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ลงทุนร่วมกับหน่วยงานค้นคว้าวิจัยในสหรัฐที่ชื่อบูม เพื่อพัฒนาเครื่องบินประเภทซูเปอร์โซนิก เนื่องจากต้องการสร้างเส้นทางบินระหว่างลอนดอนไปยังนิวยอร์กให้ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 3 ชั่วโมง คาดว่าราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับเที่ยวบินประเภทซูเปอร์โซนิกนี้น่าจะมีค่าตั๋วเครื่องบินประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐ/คน หรือเกือบ 1.75 แสนบาท
ด้านบูมที่ร่วมมือด้วยก็มองว่าหากพัฒนาซูเปอร์โซนิกสำเร็จ จะทำให้ความฝันในการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นจริง ซึ่งคาดว่าเครื่องบินต้นแบบน่าจะออกมาได้ปีนี้ จากนั้นเครื่องบินที่จะนำมาใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์น่าจะเริ่มผลิตได้อีกไม่กี่ปีถัดไป
สำหรับบริษัทพัฒนาเครื่องบินอื่นที่กำลังศึกษาเรื่องการผลิตเครื่องบินซูเปอร์โซนิกรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ได้แก่ สไปค์ แอโรเสปซ และแอร์เรียน คอร์ปอเรชั่น ที่กำลังทำงานร่วมกับแอร์บัส โดยทางแอร์เรียนคาดว่าเครื่องบินจะถูกนำมาให้บริการได้ในปี 2566
น.ท.ปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ (บีเอซี) ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกนักบิน อธิบายว่าปกติเครื่องบินโดยสารมีความเร็ว 500-600 กิโลเมตร/ชั่วโมง เวลาขับเสียงตามมาภายหลัง หมายความว่าเครื่องบินนั้นบินไวกว่าเสียง ขณะที่เครื่องบินซูเปอร์โซนิกเป็นเครื่องบินที่บินไวกว่าคลื่นเสียง คือทิ้งระยะหลังเครื่องบินผ่านไปนานระยะหนึ่งแล้วเสียงของเครื่องบินเพิ่งตามมา
“คลื่นเสียงป็นอันตรายต่อเครื่องบิน ถ้าความเร็วในการบินไวเท่าเสียง คลื่นเสียงจะมาสะสมที่เครื่องบินพอเกิดแรงกระแทกมากๆ เครื่องจะระเบิดได้” น.ท.ปิยะ กล่าว
ที่ผ่านมามีเครื่องบินโดยสารคองคอร์ดรุ่นเดียวที่เป็นซูเปอร์โซนิกที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จในอดีต จากความต้องการของนักธุรกิจสมัยก่อนที่เดินทางจากอังกฤษ หรือฝรั่งเศสไปสหรัฐ เพราะเส้นทางนี้ต้องบินข้ามทวีปปกติใช้เวลานานพอสมควร เครื่องบินคองคอร์ดเป็นการร่วมมือของอังกฤษและฝรั่งเศสสร้างขึ้นมา เพื่อย่นระยะเวลาเดินทางจาก 7 ชั่วโมงเหลือเพียง 3 ชั่วโมงในเส้นทางนี้ ซึ่ง 3 ชั่วโมงทำให้นักธุรกิจประหยัดเวลาเดินทางไปได้มาก
อย่างไรก็ตาม เครื่องบินประเภทนี้ไม่นิยมระยะหลังเพราะแม้เครื่องบินบินได้เร็วขึ้น แต่หากไม่รีบร้อนเดินทาง การเลือกนั่งเครื่องบินที่ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมงอาจเดินทางที่สบายกว่า มีสื่อบันเทิงให้เลือกบนเครื่องบิน อีกทั้งเวลาที่เสียไประหว่างเดินทางในปัจจุบันก็มีอินเทอร์เน็ตให้เล่นได้ ทางเลือกการได้ไปเร็วขึ้นอีกเล็กน้อยแต่จ่ายค่าโดยสารแพงอาจไม่คุ้มค่ากัน แต่ถ้าเครื่องบินประเภทนี้จะกลับมาให้บริการก็อาจจะเป็นไปได้
ด้านเส้นทางบินกรุงเทพฯ ไปยุโรปใช้เวลาบิน 13-15 ชั่วโมง หากมีเครื่องบินซูเปอร์โซนิกบริการก็อาจเหลือเวลาบินแค่ 6 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องมาวัดข้อดีข้อเสียว่าคุ้มหรือไม่ ถ้าต้องจ่ายค่าตั๋วโดยสารแพงขึ้นเพื่อได้ไปเร็วขึ้น
คงต้องรอลุ้นเครื่องบินต้นแบบว่าจะได้รับเสียงตอบรับดีแค่ไหน หากการบินด้วยซูเปอร์โซนิกได้รับกระแสตอบรับดี อนาคตเป็นโอกาสของไทยไปชวนต่างชาติมาได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับคนไทยที่ไปจุดหมายใหม่ได้ด้วยเวลาสั้นลง







