
แน่ใจนะว่า... จะกล้าลงทุน
ถ้ายังจำ “ครั้งแรก” ที่ลงทุนในกองทุนรวมได้ น่าจะพอจำได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำก่อนที่จะเริ่มลงทุน คือ ตอบคำถามใน
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
ถ้ายังจำ “ครั้งแรก” ที่ลงทุนในกองทุนรวมได้ น่าจะพอจำได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำก่อนที่จะเริ่มลงทุน คือ ตอบคำถามใน “แบบประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน” ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอยู่อย่างน้อย 10 ข้อ แต่ละคำตอบจะมีคะแนนต่างกัน
เมื่อทำแบบประเมินครบทุกข้อแล้ว จะนำคะแนนที่ได้มารวมกันแล้วจะบอกได้ทันทีเลยว่าเราเป็นนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ระดับใดใน 5 กลุ่ม และจะสามารถลงทุนในกองทุนประเภทไหนได้บ้าง
ถ้าตอบคำถามแล้วผลรวมคะแนนออกมาน้อยกว่า 14 คะแนน จะอยู่ในกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ สามารถลงทุนได้เฉพาะกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดจากที่มีอยู่ 8 ระดับ คือ กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะในประเทศ
แต่ถ้าได้คะแนนรวมตั้งแต่ 37 คะแนนขึ้นไป จะอยู่ในกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้สูงมาก อยากจะลงทุนกองทุนประเภทไหนก็ได้ รวมทั้งกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนที่ลงทุนทองคำ หรือน้ำมัน ซึ่งมีความเสี่ยงมากที่สุดอยู่ในระดับ 8
คนที่ได้คะแนนน้อยๆ อย่าเพิ่งตกใจว่าจะอดลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงๆ ได้ เพราะถ้าอยากลงทุนก็สามารถทำได้ โดยต้อง “เซ็นรับทราบความเสี่ยงและยืนยันการลงทุน” ก่อน
แต่มีคำแนะนำพ่วงท้ายว่า จะลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าความเสี่ยงรับได้ไม่เกิน 20% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
ตอบอย่างจริงใจ
เห็นแบบนี้หลายคนก็กลัวว่า ถ้าเกิดเลือกคำตอบที่ได้คะแนนน้อยๆ จะทำให้อดลงทุนในกองทุนที่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงๆ แล้วก็จะไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่หวัง ก็เลยแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า “รับความเสี่ยงได้มาก”
ในคำถามทั้ง 10 ข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งที่ถามแบบตรงไปตรงมาว่า “คุณยอมรับผลขาดทุนจากการลงทุนได้มากแค่ไหน”
(1) ต่ำกว่า 10%
(2) 10-20%
(3) 20-50%
(4) มากกว่า 50%
ขอเดาเล่นๆ ว่าคนส่วนใหญ่เลือกตอบข้อ (2) เพราะคิดว่าขาดทุนอย่างมากก็แค่ 20% รับได้สบายมาก
แต่ในความเป็นจริง ถ้าขาดทุนขึ้นมาจริงๆ แน่ใจนะว่าจะยอมรับได้
ทีนี้ลองเปลี่ยนการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพชัดนัก มาคิดว่าถ้าตอนนี้มีเงิน (เป็นเงินของเราจริงๆ) อยู่ตรงหน้า 1 ล้านบาท แล้วผ่านไปแค่วันเดียวเงินก้อนนี้มันลดฮวบเหลือ 8 แสนบาท ยอมรับได้ไหม หรือถ้ามีเงินก้อนโต 10 ล้านบาท แล้ววันรุ่งขึ้น หายไป 2 ล้านบาท ยังนั่งเฉยๆ อยู่ได้หรือเปล่า
ให้เวลาตัวเองอีกนิด คิดทบทวนอีกหน่อย... ไม่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะแค่คำถามนี้คำถามเดียว อาจจะบอกได้ชัดกว่าผลคะแนนรวมเสียอีก
ไม่กล้าอย่าลอง
ถ้าคิดว่าคงจะทนไม่ได้ที่จะเห็นเงินหายไปมากขนาดนั้นภายในเวลาไม่นาน คงต้องถอยกลับไปตอบข้อ (1) จะดีกว่าที่จะหลอกตัวเองว่ากล้าพอ
เพราะเกิดเหตุขึ้นแล้วกับ “นักลงทุนรายใหญ่” ที่คิดว่าตัวเองกล้าลงทุนอะไรที่มีความเสี่ยงสูงกว่านักลงทุนรายย่อย รับได้ที่จะขาดทุนได้มาก แต่พอถึงเวลาขาดทุนขึ้นมาจริงๆ ก็เพิ่งจะรู้ตัวเองว่า แม้จะขาดทุนไปไม่ถึง 10% ก็ยังใจสั่น
ตั้งแต่ปลายปี 2559 น่าจะเริ่มเห็นข่าวการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้เอกชนที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) จนทำให้กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนใน บี/อี พวกนี้ ไม่สามารถคืนเงินให้ผู้ถือหน่วยได้ครบ... แปลว่าขาดทุนนั่นเอง
ในสถานการณ์ปกติกองทุนตราสารหนี้ตราสารหนี้เอกชนที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จะให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ทั่วไป จึงถูกใจนักลงทุนที่ต้องการมองหาผลตอบแทนสูงๆ ในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำมากขนาดนี้
แต่เป็นเพราะตราสารหนี้พวกนี้ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงจัดให้เป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงและอนุญาตให้ออกมาขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น เพราะ ก.ล.ต. มั่นใจว่าจะเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้... แปลว่ายอมรับผลขาดทุนได้มากกว่านักลงทุนรายย่อย
แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์จริง ต้องขาดทุนจริง แม้จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ก็ปาดน้ำตาไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ก่อนจะลงทุนต้องแน่ใจว่าจะรับผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไหว
อย่าให้ใครมาหลอกขายกองทุนที่เราไม่รู้จักไม่เข้าใจ และที่สำคัญกว่าคืออย่าหลอกตัวเอง







