
บจ.SET50 โหมเข็นลูกเข้าตลาดหุ้น
ข้อมูลแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ยื่นไฟลิ่งแล้วเตรียมแยกบริษัทลูกกำลังทยอยเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2560 จำนวน 5 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่เข้าเพียง 3 บริษัท โดย 5 บริษัทดังกล่าว ได้แก่
ข้อมูลแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ยื่นไฟลิ่งแล้วเตรียมแยกบริษัทลูกกำลังทยอยเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2560 จำนวน 5 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่เข้าเพียง 3 บริษัท โดย 5 บริษัทดังกล่าว ได้แก่
บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท มัดแมน (MM) ของบริษัท ทรัพย์ศรีไทย (SST) และบริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ (UU) ของบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW)
บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ยื่นไฟลิ่งแล้ว โดยเป็นบริษัทร่วมทุนที่บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ร่วมถือหุ้น 13.77% และเตรียมจะยื่นคือ บริษัท เคเอสแอล กรีนอินโนเวชั่น ของ
บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL)
ปี 2559 บจ.ทยอยแยกบริษัทลูกในกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตและต้องการเงินลงทุนขยายธุรกิจเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai ได้แก่ บริษัท บีซีพีจี (BCPG) ของบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ของบริษัท บ้านปู (BANPU) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) ของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK)
“วรดา ตั้งสืบกุล” รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ปรึกษาทางการเงินของ MM กับ WHAUP กล่าวว่า ภาพรวมในปี 2560 บริษัทลูกของ บจ.จะแยกตัวออกมาระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจากปี 2559 เพราะสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย รวมถึงตลาดทุนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องการซื้อขายที่สูง มีมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในระดับที่ดี และสามารถระดมทุนขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้ราคาที่ดีจากภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทในเครือมีธุรกิจบางประเภทที่ถูกรวมไว้กับธุรกิจของบริษัทแม่เป็นข้อจำกัดในการเติบโต ดังนั้น หากธุรกิจที่มีศักยภาพแยกออกมาระดมทุนได้จะเป็นช่องที่สร้างการเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต้องพึ่งพิงเงินกู้จากแม่เป็นหลัก
“หากธุรกิจของลูกยังอยู่ภายใต้แม่จะมีมูลค่าไม่เต็มที่ ถูกลดมูลค่า แต่ถ้าแยกออกมาจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อีกทั้งการทำธุรกิจในกลุ่มจะยืดหยุ่นขึ้น”
บจ.ที่มีโอกาสแยกลูกเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นอีกคือ กลุ่ม บจ.ขนาดใหญ่ใน SET50 ที่เป็นกลุ่มบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจที่หลากหลายในกลุ่มทายาทของผู้ประกอบการที่รับช่วงเข้ามาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ในบริษัทมีความรู้และเข้าใจเห็นประโยชน์ของการเข้ามาใช้ตลาดทุนมากขึ้นด้วย
“ประเสริฐ ตันตยาวิทย์” กรรมการผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) (MBKET) ที่ปรึกษาทางการเงินของ UU และ TPIPP กล่าวว่า การแยกบริษัทลูกของ บจ.มาเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อให้นักลงทุนเห็นมูลค่าที่ชัดเจนของธุรกิจที่บริษัทแม่ลงทุนไว้
ยกตัวอย่าง กรณีที่ไม่ได้แยกออกมาเมื่อนักวิเคราะห์วิเคราะห์หุ้นบริษัทแม่ ธุรกิจของลูกจะถูกนับรวมไว้ในบริษัทแม่ จะไม่เห็นการเติบโตหรือมูลค่ากิจการของลูก แต่เมื่อแยกออกมาจะมีราคาตลาดอ้างอิง อีกทั้งเมื่อบริษัทลูกเข้ามาจดทะเบียนแล้วมีโอกาสจะใช้เครื่องมือในตลาดเงินและตลาดทุนเพื่อสร้างการเติบโต และไม่เป็นภาระของบริษัทแม่และมีฐานะทางการเงินแกร่งขึ้น เพราะหากลูกไม่ได้ขายไอพีโอ และพึ่งพิงเงินกู้ยืมจากแม่เป็นหลัก จะส่งผลให้บริษัทแม่มีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพิ่มขึ้น
“แนวโน้มปี 2560 ก็มีโอกาสเห็นไอพีโอเข้าตลาดต่อเนื่องจากปีก่อน งานของบริษัทตอนนี้ที่ไฟลิ่งไปแล้วคือ UU กับ TPIPP และวุฒิ-ศักดิ์ คลินิก บริษัทลูกของบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) ที่เตรียมจะยื่นไฟลิ่ง”







