
EFORL เหยื่อความไม่เชื่อมั่นบี/อี
ราคาหุ้นบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) ดิ่งลงหนักถึง 9.68% หรือ 0.03 บาท มาปิดที่ 0.28 บาท
โดย...ทีมข่าวหุ้นตลาดหุ้น
ราคาหุ้นบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) ดิ่งลงหนักถึง 9.68% หรือ 0.03 บาท มาปิดที่ 0.28 บาท สวนทางดัชนีหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น 6.40 จุด หรือ 0.41% มาปิดที่ 1,575.24 จุด นักลงทุนเทหุ้นนี้ทิ้งเมื่อรับรู้ข่าวว่า EFORL เบี้ยวหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) 200 ล้านบาท ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) โซลาริส จากก่อนหน้านี้เกิดกรณีเบี้ยวหนี้บี/อีมาแล้ว 3 บริษัท
อภิรักษ์ กาญจนคงคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ EFORL ชี้แจงในช่วงเช้ากรณีที่ บลจ.โซลาริส ประกาศว่า EFORL ไม่สามารถชำระคืนบี/อีมูลค่าหน้าตั๋ว 200 ล้านบาท ในวันที่ 12 ม.ค. 2560 ได้ประสานงานกับบริษัทจัดการเพื่อชำระเงินและไถ่ถอนตั๋วแลกเงินเลขที่ 010/2016 ดังกล่าว โดย บลจ.ดังกล่าวได้ตกลงจัดหาแหล่งเงินเพื่อการรีไฟแนนซ์บี/อีฉบับข้างต้นให้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2560
แต่เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2560 ทาง EFORL ได้รับแจ้งว่า ไม่สามารถดำเนินรายการดังกล่าวได้แล้ว อีกทั้งยังออกประกาศว่าพฤติการณ์ของผู้ออกตั๋วมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้
“การออกตั๋วแลกเงินแต่ละครั้งของ EFORL นั้น จะได้รับการพิจารณาลงทุนจากกองทุนต่างๆ ซึ่งได้รับคำแนะนำจาก บลจ.โซลาริส ทั้งสิ้น โดยให้ข้อเสนอดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสถาบันการเงินอื่น และเงื่อนไขที่จะทำให้ EFORL ได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้น การกล่าว อ้างตามประกาศที่อ้างถึงไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของ EFORL แล้ว ยังเป็นการทำลายตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นของประเทศ นอกจากนั้นยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อยของ EFORL อีกด้วย” อภิรักษ์ กล่าว
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ EFORL ยืนยันว่า EFORL ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้รายใด และมีฐานะการเงินที่มั่นคงแข็งแกร่ง มีผู้ถือหุ้นหลักที่มีความสามารถในการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ได้รับความเชื่อถือจากสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ และพร้อมให้การสนับสนุนการประกอบการของ EFORL ในทุกด้าน
ทั้งนี้ หาก บลจ.นี้แจ้งเรื่องไม่สามารถดำเนินการเรื่องการรีไฟแนนซ์มายัง EFORL ก่อนล่วงหน้า EFORL ยืนยันว่า EFORL ยังมีศักยภาพมีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินเพื่อมา
ไถ่ถอนบี/อีได้ตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม EFORL และ บลจ.โซลาริส ได้นัดเจรจาเพื่อตกลงเรื่องการชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวเพื่อให้ผู้ออกตั๋วและผู้ลงทุนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และจะดำเนินการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในวันเดียวกันนั้น ผู้บริหาร บลจ.โซราลิส แจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2560 EFORL ได้ชำระหนี้ตั๋วบี/อี จำนวน 200 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว
“การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท EFORL ไม่ได้เกิดจากปัญหาทางธุรกิจ แต่เป็นผลมาจากนักลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีกำหนดเวลาไม่ซื้อกองทุนต่อเนื่อง เนื่องจากไม่เชื่อมั่นต่อตั๋วบี/อี หลังจากที่หลายบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด” ผู้บริหาร บลจ.โซลาริส กล่าว
เป็นเรื่องที่กังวลมาตั้งแต่ต้นว่าจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง จากการที่หลายบริษัทที่ออกตั๋วบี/อีมีปัญหา แต่ละบริษัทก็มีปัญหาเฉพาะตัวบริษัทที่แตกต่างกัน ไม่ได้เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ จึง
เหมือนกับว่า EFORL เป็นเหยื่อของผลกระทบที่ต่อเนื่อง
ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จะปรับปรุงเกณฑ์บี/อี หลังคุยกับ บลจ.พบจุดอ่อนหลายแห่ง และเชื่อว่ากรณีเบี้ยวหนี้บี/อีในหลายบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เป็นเหตุเฉพาะบริษัท
ขณะนี้มีแผนทบทวนเกณฑ์เกี่ยวกับตลาดบี/อี หลังเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมามีการหารือกับ บลจ.และผู้แทนจำหน่าย รวมถึงที่ปรึกษาทางการเงิน พบว่ายังมีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งเร็วๆ นี้อาจมีการส่งหนังสือสอบถามความคิดเห็นไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม
สำหรับกรณีการผิดนัดชำระตั๋วบี/อีของ บจ.หลายแห่งจากการหารือหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นปัจจัยภายในเฉพาะของ บจ.เท่านั้น ซึ่งมีประเด็นที่แตกต่างกัน อย่างเช่น บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ IFEC มีสินทรัพย์สูง แต่เกิดปัญหาขัดแย้งภายในทำให้ไม่สามารถชำระเงินได้
ทั้งนี้ จากการหารือกับกลุ่ม บลจ.ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าลงทุนในตั๋วบี/อี พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคงไม่กระทบต่อภาพรวมตลาดตั๋วบี/อีมากนัก และหลายบริษัทยังไม่ถึงขั้นไม่กล้าเข้าลงทุนในตั๋วบี/อี แต่ต้องศึกษาข้อมูลของผู้ออกหน่วยให้มากขึ้นเท่านั้น
สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ตลท.ได้ร่วมกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเข้าไปตรวจสอบข้อมูลบี/อีของ บจ.ใน ตลท. พบว่ามีบี/อีที่มีความเสี่ยงอาจจะมีปัญหาอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมในหลักหลายแสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสรุปแนวทางการจัดการได้ในสัปดาห์หน้า
สำหรับการผิดนัดชำระหนี้บี/อีของ IFEC บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) และ EFORL มีความแตกต่างกันในแต่ละกรณี ซึ่ง ตลท.ต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่ง ตลท.และ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น
ทั้งนี้ ตลท.กังวลเกี่ยวกับการใช้ช่องทางออกตั๋วบี/อีระดมทุน เนื่องจากตั๋วบี/อีมีความแตกต่างจากหุ้นกู้ คือ ไม่มีหลักประกัน แต่ก็ยังเชื่อว่าผลกระทบไม่รุนแรง เพราะผู้ลงทุนในตั๋วบี/อีส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในรูปแบบที่มีความเสี่ยงแต่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่รับรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ผู้ที่ออกตั๋วบี/อีส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงกับจะไม่ชำระหนี้เลย เพียงแต่อาจมีความล่าช้าไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนใหม่ควรที่จะรับรู้ถึงความเสี่ยงของการลงทุนและศักยภาพการลงทุนของตัวเอง รวมถึงพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ที่ออกตั๋วบี/อีด้วย ส่วนผู้ที่ลงทุนอยู่แล้วก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงสถานการณ์การเงินของผู้ออกตั๋วบี/อี







