
หัวเว่ยปักธง ชิงเบอร์1พรีเมียม
เมื่อประมาณปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ทาง ไอดีซี ประเทศไทย ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับตลาดสมาร์ทโฟนของคนไทยว่าต้องการเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
เมื่อประมาณปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ทาง ไอดีซี ประเทศไทย ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับตลาดสมาร์ทโฟนของคนไทยว่าต้องการเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อัตราการจ่ายค่าเครื่องเฉลี่ยขยับขึ้นจาก 5,900 บาท มาเป็น 6,500 บาท เพื่อแลกกับประสบการณ์ใช้งานที่คุ้มค่า หน้าจอใหญ่ขึ้นและรองรับการใช้งาน 4จีได้
เช่นเดียวกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เปิดเผยเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดโทรคมนาคมและการขยายตัวของเครือข่าย 3จีและ 4จีของไทย พบว่าจะเติบโตขึ้นอีก 3.6-5.5% จากปี 2559 ทำให้มีมูลค่าตลาดรวม 2.32-2.37 แสนล้านบาท เพราะกระแสการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นทำให้โอกาสเติบโตของเครื่องสมาร์ทโฟนกลุ่มกลางถึงบนสำหรับผู้ให้บริการเครื่อง
มีทิศทางที่สดใส
สำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในกลุ่มพรีเมียมที่ติดตลาดในเมืองไทยกันไปแล้วนั้น คงจะคิดถึงแบรนด์เกาหลีอย่างซัมซุง และแบรนด์ยุโรปอย่าง แอปเปิ้ล แต่การที่แบรนด์จีนอย่าง หัวเว่ย จะประกาศขอชิงส่วนแบ่งเป็นหนึ่งในสามตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงบนนั้น ทำให้อีกสองแบรนด์ที่เหลือห้ามประมาทเลยทีเดียว
นั่นเพราะการดึง ทศพร นิษฐานนท์ ที่เคยทำงานเกี่ยวกับมือถือมากว่า 12 ปี และเคยทำงานที่ซัมซุงประเทศไทย 5 ปีก่อนจะเดินสายไปทำที่ซัมซุง เวียดนาม ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์อีกกว่า 7 ปี รับผิดชอบในเรื่องของสินค้า กลยุทธ์ทางการตลาด ช่องทางการขายและฝ่ายขาย หลังจากเดินทางกลับมาไทยกลับเลือกทำงานที่หัวเว่ยในตำแหน่งผู้บริหารที่ต้องดูภาพรวมของแบรนด์ที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องของคู่ค้าในไทยและวิธีการทำตลาดให้แก่แบรนด์ ซึ่งได้ร่วมงานกับหัวเว่ยมาได้ 2 ปีแล้ว
ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้เล่าภาพรวมตลาดมือถือว่า ทำงานในวงการมือถือมา 10 ปีแล้ว แต่ยังพบว่าพฤติกรรมการใช้งานมือถือของผู้บริโภคยังเป็นเรื่องเดิมๆ คือเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งสินค้าอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็วของเครื่อง ความคมชัดในการถ่ายภาพ แบตเตอรี่ ฟีเจอร์ต่างๆ เป็นต้น
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้ทุกผู้ผลิตยังคงต้องอัพเกรดเครื่องให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะถือว่าเป็นเพนพอยต์ (Painpoint) สำคัญ ในการตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ของลูกค้า
อย่างในมุมของหัวเว่ยเอง การเปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่กับพาร์ตเนอร์ในเรื่องของกล้องไลก้าหรือดีไซน์พอร์ชนั้น ก็เพื่อตอบสนองด้านความคมชัดของภาพหรือการออกแบบเครื่องที่ทันสมัย
นอกจากนี้ เรื่องของเทคโนโลยีที่ช่วยอัพเกรดเครื่องให้ดีขึ้น ในระดับราคาที่จับต้องได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อผู้บริโภคตัดสินใจว่า คุ้มค่าในการซื้อเครื่องไปใช้งานหรือไม่ เพราะถ้านวัตกรรมของเครื่องไม่ตอบโจทย์แม้ราคาถูกก็อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะเลือกซื้อ
“ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2560 ของไทย ผมมองว่าไม่ได้ซบเซาลง เพียงแต่มีการปรับราคาให้ถูกลงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ลูกค้าจะได้สินค้าที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง ถือว่าเป็นวงจรธรรมชาติของมันอยู่แล้ว หากมองในเรื่องของธุรกิจมือถือผมว่ายังโตอยู่ ภาพรวมปีหน้าจะยังโตอยู่ที่ 1 ดิจิท แต่ไม่น่าจะขึ้นไปถึง 2 ดิจิท”
จากการเร่งโปรโมทให้เปลี่ยนเครื่อง การเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นพิเศษของโอเปอเรเตอร์เอง ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ผลิตเครื่องทุกรายให้มีโอกาสในการเข้ามาเล่นในตลาดนี้มากขึ้น แม้ว่าในราคาระดับล่างจะไม่สามารถแข่งกับโอเปอเรเตอร์ในเรื่องของการแจกเครื่องพร้อมโปร หรือซื้อเครื่องได้ในราคาถูก แต่ถ้าขยับราคาขึ้นมาที่กลุ่ม 3,000 บาทขึ้นไป ย่อมเป็นโอกาสของผู้ผลิตทุกรายได้ไม่ยาก
ทศพร กล่าวว่า จริงๆ ประเทศไทยในกลุ่มสินค้าสมาร์ทโฟนยังถือว่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน (Migration) อยู่ จากการใช้งานเครือข่ายจาก 2จีมาเป็น 3จี และเปลี่ยนจาก 3จีมาเป็น 4จีนั้นยังคงมีอยู่ ถือว่าเป็นการบ้านที่หัวเว่ยต้องทำร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างต่อเนื่อง ทางด้านของปัจจัยอื่นๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักในแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง เพราะความต้องการใช้งานเครื่องไม่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
“ผมเชื่อว่าการบวก 1 ดิจิท ถือว่าตลาดภาพรวมสมาร์ทโฟนเป็นเชิงบวกแล้ว ที่เหลือแค่เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเครื่องจากฟีเจอร์โฟนมาเป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งความต้องการเครื่องในตลาดส่วนนี้ก็ยังไม่ได้หมดไปซะทีเดียว ทำให้การจับมือกับพาร์ตเนอร์ของหัวเว่ยจะเพิ่มโอกาสอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจัยบวกด้วย”
เมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงสินค้ามากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตเองก็ต้องหาช่องทางในการดึงดูดลูกค้าให้เห็นถึงสินค้าใหม่ๆ ของแบรนด์เพิ่มมากขึ้น ทั้งการจับมือกับโอเปอเรเตอร์และค้าปลีกไอทีในเรื่องของการจัดจำหน่ายไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็เลือกซื้อหรือสัมผัสเครื่องได้ ระบบผ่อนชำระกับทางธนาคารต่างๆ ที่มีสิทธิประโยชน์ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียวก็ได้เครื่องไปใช้งาน ซึ่งประโยชน์จะตกอยู่ที่ลูกค้าทำให้ไทยยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสในกลุ่มสินค้าพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง
หากมองในเรื่องของแบรนด์ที่มีสินค้าขายครบทุกระดับราคาทั้งไทยและทั่วโลกนั้้น มีเพียง 2 แบรนด์ ซึ่งหัวเว่ยเองก็ถือว่าเป็น 1 ใน 2 แบรนด์นั้น ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาจะแข่งขันกันในเรื่องของพอร์ตโฟลิโอเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เรื่องคุณสมบัติการใช้งานเครื่องก็ถือว่าสำคัญ เพราะหากมีปัญหาเพียงรุ่นเดียวจะส่งผลกระทบไปหมดทั้งแบรนด์
“การที่หัวเว่ยมีสินค้าตอบโจทย์ทุกกลุ่มนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในความเข้มแข็งของบริษัทที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ในสัดส่วน 10% ของรายได้ทุกปี เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นเรื่องของเทคโนโลยี คุณภาพและราคาที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มใดก็ตาม”
ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่หัวเว่ยใช้ เช่น กล้องคู่ (Duo Camera) ในแบรนด์อื่นต้องจ่ายในระดับราคา 1.69-2 หมื่นบาท แต่หัวเว่ยสามารถดึงมาไว้ในราคาเครื่องที่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท หรือเครื่องที่ราคา 2 หมื่นบาทขึ้นไปก็จะมีฟีเจอร์ทั้งในเรื่องของซีพียู แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นไปอีก เป็นต้น
ในขณะเดียวกันเวลาที่หัวเว่ยจับตลาดสินค้าในบางกลุ่ม อย่างตลาดแท็บเล็ตที่ค่อนข้างซบเซาลงเรื่อยๆ นั้น หัวเว่ย เชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสในตลาดนี้จึงส่ง มีเดีย แพด3 ในราคา 1.29 หมื่นบาท เข้ามาเสริมทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้ได้มาก และได้ผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก จึงเชื่อว่าถ้าสินค้าถูกต้องและตรงกับความต้องการของตลาดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็ไม่น่ายากที่จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง เพราะปีที่ผ่านมาหัวเว่ยโต 200% ต่อเนื่องปีต่อปีอยู่แล้ว
ทั้งนี้ การวางกลยุทธ์ในปีระกาสำหรับหัวเว่ยนั้น คือการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและทำตลาดผ่านพรีเซนเตอร์ที่กำลังโด่งดังมากขึ้น เพื่อให้คนจดจำได้ว่าแบรนด์หัวเว่ยไม่ใช่สมาร์ทโฟนสำหรับผู้ชายที่รักการถ่ายภาพเท่านั้น สาวๆ ที่ชอบเซลฟี่ก็ใช้ได้เช่นกัน







