posttoday
ความได้เปรียบSMEไทย

ความได้เปรียบSMEไทย

11 มกราคม 2560

ทุกวันนี้ หากให้ผู้บริโภคทั่วโลกนึกถึงประเทศไทย เชื่อว่าเกือบทั้งหมดจะนึกถึงอาหารไทย มวยไทย นวดแผนไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย และแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามและหลากหลายในประเทศไทย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทุกวันนี้ หากให้ผู้บริโภคทั่วโลกนึกถึงประเทศไทย เชื่อว่าเกือบทั้งหมดจะนึกถึงอาหารไทย มวยไทย นวดแผนไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย และแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามและหลากหลายในประเทศไทย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โดยธุรกิจภาคบริการเกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจสันทนาการ ธุรกิจขนส่งและการสื่อสาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวกลางทางการเงิน บริการสาธารณสุข ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจบริการช่วยงาน ซึ่งผู้ประกอบการในธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้นกว่า 99.8% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี

ที่น่าสนใจ คือ ทิศทางการเติบโตของจีดีพีช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า สัดส่วนจีดีพีของภาคบริการต่อมูลค่าจีดีพีรวมทั้งประเทศ มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจาก 37.7% ในปี 2556 เป็น 38.8% และ 40% ในปี 2557 และปี 2558 ตามลำดับ สอดคล้องกับภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนจีดีพีภาคการผลิตต่อจีดีพีรวมนั้นกลับมีแนวโน้มสัดส่วนลดลง ตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของภาคบริการต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ แนวโน้มโครงสร้างสัดส่วนจีดีพี เอสเอ็มอี ในแต่ละกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง พบว่าสอดคล้องกับโครงสร้างของจีดีพีประเทศ คือ บทบาทของภาคการผลิตมีแนวโน้มลดลง ทั้งอัตราการขยายตัวที่ลดลงและสัดส่วนเอสเอ็มอีภาคการผลิตในจีดีพีเอสเอ็มอี ขณะที่เอสเอ็มอีภาคบริการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจาก 40.7% ในปี 2556 เป็น 40.9% และ 41.4% ในปี 2558 และปี 2559 ตามลำดับ

หากพิจารณาเอสเอ็มอีภาคบริการ จะเห็นว่าในปี 2558 ไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคบริการจำนวน 1.05 ล้านราย คิดเป็น 38.1% เทียบกับจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการสูงถึง 4.85 ล้านคน คิดเป็น 45.2% ของการจ้างงานเอสเอ็มอีทั้งหมดสร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 2.29 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50.1% ของจีดีพีเอสเอ็มอี แบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดจากวิสาหกิจขนาดย่อม จำนวน 1.81 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 39.5% และจากวิสาหกิจขนาดกลาง จำนวน 4.88 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 10.6%

นอกจากนี้ หากพิจารณาแง่ความสามารถในการสร้างรายได้ให้ประเทศ หรือ “มูลค่าจีดีพีเฉลี่ยต่อกิจการ” แล้ว ในปี 2558 เอสเอ็มอีภาคบริการมีความสามารถสร้างจีดีพีได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2557 อีกนัยหนึ่ง คือ เอสเอ็มอีภาคบริการไทยมีศักยภาพสร้างรายได้ให้ประเทศสูงขึ้น จากความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์สถานที่ตั้งของประเทศส่งผลให้ไทยมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม มีความหลากหลายในเชิงนิเวศ ควบคู่กับจุดแข็งเรื่องคุณภาพการให้บริการ ผู้คนในประเทศมีอัธยาศัยยิ้มแย้ม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อาหารสดใหม่ สะอาด อร่อย และให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง โรงแรมและร้านอาหารต่างๆ ราคาสมเหตุสมผล ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกระดับ ศิลปวัฒนธรรมงดงาม ประณีต มีเอกลักษณ์ ยากต่อการลอกเลียนแบบ ทำให้เอสเอ็มอีภาคบริการไทยเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและส่งออก ส่งผลอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะช่วงที่ภาคการผลิตและภาคการค้าต่างประสบปัญหาชะลอตัวในตลาดโลก

ดังนั้น เวลานี้ไทยจึงควรให้ความสำคัญและมุ่งเน้นพัฒนาจุดแข็งภาคบริการของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและคมนาคม ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานธุรกิจเอสเอ็มอีและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในภาคบริการของประเทศ เชื่อมโยงตลาดในประเทศกับตลาดโลกผ่านเครือข่ายออนไลน์รูปแบบต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีภาคบริการไทยเติบโตเข้มแข็ง

และแข่งขันได้ในระดับสากล บนพื้นฐานความได้เปรียบของประเทศ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน